ตัวแทนชั่วคราว! ใครควรได้เป็นตัวจริงแทน เฮนเดอร์สัน

ตัวแทนชั่วคราว! ใครควรได้เป็นตัวจริงแทน เฮนเดอร์สัน

ตัวแทนชั่วคราว! ใครควรได้เป็นตัวจริงแทน เฮนเดอร์สัน

 

UFA266 NEWS : ตัวแทนชั่วคราว! ใครควรได้เป็นตัวจริงแทน เฮนเดอร์สัน

ท่ามกลางช่วงที่ ลิเวอร์พูล กำลังทำผลงานได้สุดยอดจนถึงขนาดที่ยังไม่แพ้ใครเลยในลีก พวกเขาก็ต้องมาเจอกับข่าวร้ายนิดหน่อย หลังจากที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลงากัปตันทีม มีอาการบาดเจ็บบริเวณเอ็นหลังหัวเข่า จนน่าจะต้องหมดสิทธิ์ลงเล่นอย่างน้อย 3 สัปดาห์

เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ เฮนเดอร์สัน จะหมดสิทธิ์ลงเล่นให้ทีมแน่นอน 4 นัดในทุกรายการ ประกอบด้วยเกมลีกกับ เวสต์แฮม วันที่ 24 ก.พ. นี้, เกมลีกกับ วัตฟอร์ด วันที่ 29 ก.พ. นี้, เกม เอฟ เอ คัพ รอบ 5 กับ เชลซี วันที่ 3 มี.ค. นี้ และเกมลีกกับ บอร์นมัธ วันที่ 7 มี.ค.นี้ และยังต้องรอลุ้นอีกว่าเขาจะฟิตทันลงเล่นเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสองกับ แอตเลติโก มาดริด วันที่ 11 มี.ค. นี้รึเปล่า

มันไม่ใช่ว่า ลิเวอร์พูล ขาดตัวเลือกในตำแหน่งแบบเดียวกับ เฮนเดอร์สัน ที่ผ่านมาดาวเตะชาวอังกฤษรับบทบาทมิดฟิลด์ตัวกลางที่ทำหน้าที่ในด้านเกมรับบ้างและเกมรุกบ้าง ซึ่งมันยังเหลืออีก 4 คนที่พอจะรับบทบาทแบบเดียวกับ เฮนเดอร์สัน เพื่อมาเล่นร่วมกับ ฟาบินโญ่ และ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ในระบบ 3 มิดฟิลด์ได้ นั่นคือ เจมส์ มิลเนอร์, นาบี เกอิต้า และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน และ อดัม ลัลลาน่า ซึ่งวันนี้เราจะมาดูกันว่าใครที่เหมาะกับการลงแทน เฮนเดอร์สัน มากที่สุด

– นาบี เกอิต้า
ดาวเตะชาวกินียังคงโดนอาการบาดเจ็บตามเล่นงานไม่หยุดจนทำให้ในซีซั่นนี้เขาเพิ่งได้ลงเล่นในลีกไปเพียง 8 นัด และเป็นในฐานะตัวจริงแต่ 3 เกมเท่านั้น โดยเขาก็เพิ่งหายเจ็บตรงต้นขาจนกลับมาลงสนามในลีกได้ในช่วง 3 นัดหลังสุด

 

ตัวแทนชั่วคราว! ใครควรได้เป็นตัวจริงแทน เฮนเดอร์สัน

 

แน่นอนว่า เกอิต้า มีความสามารถที่โดดเด่นในเกมรุก อย่างช่วง 8 นัดที่ได้ลงเล่นในลีกก็มีเปอร์เซ็นต์ผ่านบอลเข้าเป้า 88.7 เปอร์เซ็นต์ แต่สภาพของเขาในตอนนี้คงยังเร็วเกินไปที่จะได้ลงเล่นเป็นตัวจริง

ความน่าใช้ : 1.5/5

– อดัม ลัลลาน่า
แม้ว่าเดิมทีเขาจะเป็นกองกลางตัวรุก แต่ในช่วงปรีซีซั่น ลัลลาน่า ก็ลองหันมารับบทบาทตัวกลางแบบของ เฮนเดอร์สัน บ้าง ซึ่งเจ้าตัวก็ทำผลงานได้ดีในเกมอุ่นเครื่องจนถึงขนาดที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังออกปากชมมาแล้ว

 

ตัวแทนชั่วคราว! ใครควรได้เป็นตัวจริงแทน เฮนเดอร์สัน

 

อย่างไรก็ตาม พอถึงฤดูกาลแข่งจริงแล้วมันคนละเรื่อง ลัลลาน่า เพิ่งได้ลงเล่นในลีกไปเพียง 13 นัดเท่านั้นในฤดูกาลนี้ และยังเป็นในฐานะตัวจริงเพียง 3 เกมด้วย ทำให้ถึงแม้เขาจะมีเปอร์เซ็นต์ผ่านบอลเข้าเป้า 83.4 เปอร์เซ็นต์ หรือมีค่าเฉลี่ยการสกัดโดนบอล 1.3 ครั้งต่อนัด แต่มันก็ไม่สามารถตัดสินอะไรได้มากนัก และการจะใช้งานเขาก็ออกจะเสี่ยงไปหน่อย

ความน่าใช้ : 2/5

– เจมส์ มิลเนอร์
แม้ว่าจะเป็นดาวเตะสารพัดประโยชน์ที่สามารถถอยไปเล่นเป็นฟูลแบ็กได้เหมือนกัน แต่ต้องไม่ลืมกันว่าเดิมทีแล้วตำแหน่งหลักของ มิลเนอร์ คือมิดฟิลด์ตัวกลาง ในเกมลีก 17 นัดของฤดูกาลนี้เขาได้ลงเล่นในตำแหน่งฟูลแบ็กไปเพียง 1 เกมเท่านั้น

 

ตัวแทนชั่วคราว! ใครควรได้เป็นตัวจริงแทน เฮนเดอร์สัน

 

ทั้งนี้ มิลเนอร์ มีผลงานที่น่าประทับใจกับการผ่านบอลในระดับหนึ่งจนไม่น่าเชื่อว่าจะอายุ 34 ปีแล้ว เพราะเขาผ่านบอลเข้าเป้าในลีก 86.6 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม เขาก็เหมือนกับ ลัลลาน่า ที่จริงๆ แล้วไม่ค่อยได้เป็นตัวจริงเท่าไหร่ โดยจากการลงเล่นในลีกไป 17 นัด มันถือเป็นการลงสนามตั้งแต่วินาทีแรกเพียง 6 เกมเท่านั้น

ความน่าใช้ : 2/5

– อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน
หลังจากที่เจ็บตรงเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าจนต้องพักนานมาตั้งแต่ช่วงปลายฤดูกาล 2017-18 อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ก็ได้รับโอกาสลงเล่นเยอะพอตัวในซีซั่นนี้ หลังจากได้ลงสนามในลีกไป 18 เกม แบ่งเป็นในฐานะตัวจริง 11 นัด และในฐานะตัวสำรอง 7 หน โดยส่วนหนึ่งมันเป็นเพราะ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ชื่นชอบฝีเท้าของเขามากๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

 

ตัวแทนชั่วคราว! ใครควรได้เป็นตัวจริงแทน เฮนเดอร์สัน

 

ทั้งนี้ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ตอบแทนความไว้เนื้อเชื่อใจของ คล็อปป์ ได้ดีพอตัว หลังจากที่เขาผ่านบอลเข้าเป้าในลีก 84.5 เปอร์เซ็นต์, วางบอลยาวเข้าเป้า 1.7 หนต่อนัด, โดนคู่แข่งแย่งบอลจากเท้าไปเพียง 0.7 หนต่อเกม ฯลฯ ทำให้เขาสามารถช่วยขึ้นเกมรุกจากแผงมิดฟิลด์ได้ ถ้าหากปีกทั้ง 2 ข้างของทีมเจออุปสรรคบางอย่าง

นอกจากนี้ ในด้านเกมรับเอง อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ก็ยังขยันจนสามารถสไลด์แย่งบอลได้ 0.8 ครั้งต่อเกม, ตัดบอลแบบไม่ต้องพุ่งเสียบ 0.8 ครั้งต่อนัด และโดนเลี้ยงผ่านเพียง 0.7 ครั้งต่อเกมด้วย ทำให้เขาดูจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดที่จะแทนที่ เฮนเดอร์สัน

ความน่าใช้ : 4/5

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
Liverpool FC Logo.svg
ชื่อเต็ม สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
ฉายา The Reds
หงส์แดง (ฉายาในประเทศไทย)
ก่อตั้ง 3 มิถุนายน ค.ศ. 1892 (127 ปี)[1]
สนาม แอนฟีลด์
ความจุ 53,394[2]
เจ้าของ เฟนเวย์ สปอร์ต กรุป
ประธาน ทอม วอร์เนอร์
ผู้จัดการ เยือร์เกิน คล็อพ
ลีก พรีเมียร์ลีก
2018–19 พรีเมียร์ลีก, อันดับที่ 2
เว็บไซต์ เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเยือน
สีชุดที่สาม
 ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล (อังกฤษLiverpool Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพตั้งอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูลอังกฤษ แข่งขันอยู่ในพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของอังกฤษ โดยลิเวอร์พูลชนะเลิศ ยูโรเปียนคัพ 6 ครั้ง, ยูฟ่าคัพ 3 ครั้ง, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 4 ครั้ง, ลีกสูงสุด 18 ครั้ง, เอฟเอคัพ 7 ครั้ง, ลีกคัพ 8 ครั้ง, เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ 15 ครั้ง และ ฟุตบอลลีกซูเปอร์คัพ 1 ครั้ง

ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1892 และได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลลีกในปีต่อมา ลิเวอร์พูลใช้สนามแอนฟีลด์ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร ช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือช่วงทศวรรษที่ 1970 ถึง 1980 เมื่อ บิลล์ แชงคลีบ๊อบ เพสลีย์โจ เฟแกน และ เคนนี แดลกลีช พาทีมคว้าแชมป์ลีก 11 ครั้ง และคว้าถ้วยรางวัลยูโรเปียน 4 ใบ ต่อมา ภายใต้การคุมทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ และกัปตัน สตีเวน เจอร์ราร์ด ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนลีกสมัยที่ 5 เมื่อปี ค.ศ. 2005 และสมัยที่ 6 ภายใต้การคุมทีมของ เยือร์เกิน คล็อพ เมื่อปี ค.ศ. 2019

ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรฟุตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลกอันดับที่ 9 เมื่อปี 2016–17 ด้วยรายได้ประจำปี 424.2 ล้านยูโร[3] และสโมสรฟุตบอลที่มูลค่ามากที่สุดในโลกอันดับที่ 8 เมื่อปี 2018 ด้วยมูลค่า 1.944 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[4] เป็นหนึ่งในสโมสรที่มีผู้สนับสนุนมากที่สุดในโลก[5] ลิเวอร์พูลมีการแข่งขันที่ยาวนานกับสโมสรคู่แข่งกับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และ เอฟเวอร์ตัน

สโมสรได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมที่สำคัญ 2 ครั้ง ครั้งแรกที่โศกนาฏกรรมเฮย์เซลเมื่อปี ค.ศ. 1985 แฟนฟุตบอลทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันส่งผลให้อัฒจันทร์พังลงมา มีผู้เสียชีวิต 39 คน เป็นแฟนบอลยูเวนตุสชาวอิตาลี 32 คน, เบลเยียม 4 คน, ฝรั่งเศส 2 คน, และไอร์แลนด์ 1 คน และส่งผลให้ลิเวอร์พูลถูกสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรปแบนเป็นเวลา 6 ปี ต่อมาในปี ค.ศ. 1989 เกิดโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร แฟนบอลของลิเวอร์พูล 96 คนเสียชีวิต เนื่องจากมีคนแออัดเข้ามาชมเกมมากเกินความจุจึงทำให้อัฒจันทร์ยืนได้พังลงมา

ลิเวอร์พูลนั้นใช้เสื้อสีแดงและกางเกงขาสั้นสีขาวเป็นชุดแข่งขันมาตั้งแต่ ค.ศ. 1896[6] ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเต็มตัวเมื่อเล่นเป็นทีมเหย้าในปี ค.ศ. 1964 ฉายาในภาษาอังกฤษของลิเวอร์พูลคือ “The Reds” ในภาษาไทยคือ “หงส์แดง” มีเพลงประจำสโมสรคือ “You’ll Never Walk Alone”

ประวัติของสโมสร

จอห์น โฮลดิง ผู้ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

จอห์น โฮลดิง นักธุรกิจชาวเมืองลิเวอร์พูลได้เช่าพื้นที่บริเวณ แอนฟีลด์ โรด เพื่อใช้สร้างสนามฟุตบอล และเมื่อสร้างเสร็จได้ให้เอฟเวอร์ตัน เช่าเป็นสนามแข่งขันฟุตบอล และเมื่อทีมเอฟเวอร์ตันได้เข้าสู่สมาชิกฟุตบอลลีก จอห์น โฮลดิง พยายามจะเข้าไปบริหารงานในทีมเอฟเวอร์ตันและได้เพิ่มค่าเช่าสนามที่ทีมฟุตบอลได้เช่าอยู่ใน ฝ่ายกลุ่มผู้บริหารของเอฟเวอร์ตันจึงยกเลิกสัญญาเช่าสนามฟุตบอล และทีมเอฟเวอร์ตันได้ย้ายสนามไปอีกฝากของสวนสาธารณะสแตนลีย์พาร์ก เพื่อไปสร้างสนามเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อสนามว่า กูดิสันพาร์ค ดังนั้น จอห์น โฮลดิง จึงต้องการสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมา และ จอห์น โฮลดิง จึงไปชวนเพื่อนสนิทของเขาชื่อ จอห์น แมคเคนน่า มาทำหน้าที่ประธานสโมสรและได้ตั้งชื่อทีมฟุตบอลนี้ว่า Liverpool Football Club

รูปปั้น บิลล์ แชงคลี ด้านนอก แอนฟีลด์ โดยแชงคลีพาทีมเลื่อนชั้นและคว้าแชมป์ดิวิชันหนึ่งได้สำเร็จตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947

หลังจากที่สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งได้ไม่นาน ได้จัดการแข่งขัดนัดอุ่นเครื่อง ซึ่งเป็นการลงสนามนัดแรกของทีมลิเวอร์พูลกับทีมร็อตเตอร์แฮม ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมลิเวอร์พูลชนะไปด้วยผลการแข่งขัน 7-1 และลิเวอร์พูล ได้ลงแข่งขันฟุตบอลลีกของแคว้น แลงคาเชียร์ ปรากฏว่าลิเวอร์พูลลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะ 17 นัด และได้แชมป์ไปครอง ส่งผลให้ทางสโมสรสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกซึ่งได้รับการยอมรับและถูกคัดเลือกให้ลงเล่นในดีวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1893-1894 สโมสรจึงได้เลือกสัญลักษณ์ของทีมเป็น นกลิเวอร์เบิร์ด (Liverbird) ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวณแม่น้ำเมอร์ซีย์ โดยที่ปากนกคาบใบไม้ไว้ ทีมลิเวอร์พูลได้ลงทำการแข่งขันอย่างเป็นทางในฟุตบอลลีก ดิวิชั่น 2 ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1893 โดยทีมลิเวอร์พูลออกไปเยือนทีมมิดเดิลสโบรห์ และทีมลิเวอร์พูลสามารถได้แชมป์มาครองโดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล (ทั้งหมด 28 นัด) แต่การคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ ทีมนิวตัน ฮีธ (ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) และลงแข่งขันที่สนามของทีมแบล็คเบิร์น ซึ่งทีมลิเวอร์พูลเอาชนะทีมนิวตัน ฮีธไปด้วยผล 2-0 และได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในที่สุด

สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2435 และก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรแนวหน้าของอังกฤษอย่างรวดเร็วจนประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2444 (ฤดูกาล 1900/01) และครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2449 (ฤดูกาล 1905/06) ครั้งที่ 3 และ 4 เป็นแชมป์สองฤดูกาลติดใน พ.ศ. 2465 กับ พ.ศ. 2466 (ฤดูกาล 1921/22 กับ 1922/23) แชมป์ลีกสูงสุดครั้งที่ 5 คือปี พ.ศ. 2490 (ฤดูกาล 1946/47) อย่างไรก็ตามลิเวอร์พูลพบกับช่วงตกต่ำต้องไปเล่นในในดิวิชัน 2 ใน พ.ศ. 2497 (ฤดูกาล 1953/54) ภายหลังจึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสโมสรในปี พ.ศ. 2502 สโมสรได้แต่งตั้ง บิลล์ แชงก์คลี เป็นผู้จัดการทีม เขาได้เปลี่ยนแปลงทีมไปอย่างมาก จนประสบความสำเร็จได้เลื่อนชั้นในปี พ.ศ. 2505 (ฤดูกาล 1961/62) และได้แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอีกครั้งใน พ.ศ. 2507 (ฤดูกาล 1963/64) หลังจากรอคอยมานานถึง 17 ปี บิล แชงก์ลี คว้าแชมป์เอฟเอคัพเป็นถ้วยแรกของสโมสรลิเวอร์พูลในปี พ.ศ. 2508 (ฤดูกาล 1964/65) และคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 อีกครั้งในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2509 (ฤดูกาล 1965/66) ความสำเร็จของแชงก์ลียังเดินหน้าต่อไป เมื่อลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพ พร้อมแชมป์ดิวิชั่น 1 ใน พ.ศ. 2516 (ฤดูกาล 1972/73) และเอฟเอคัพ อีกครั้งใน พ.ศ. 2517 (ฤดูกาล 1973/74) หลังจากนั้น บิลล์ แชงก์คลี ขอวางมือจากสโมสร โดยให้ผู้ช่วยของเขาสืบทอดตำแหน่ง ผู้จัดการทีมแทน นั่นคือ บ็อบ เพสส์ลี


WWW.UFA266.COM

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *