ผีกำลังคึก! แมนยูพร้อมรบ “อิกาโล่” ตัวจริงยิงคลับ บรูช32ทีม ยูโรปา

ผีกำลังคึก! แมนยูพร้อมรบ “อิกาโล่” ตัวจริงยิงคลับ บรูช32ทีม ยูโรปา

ผีกำลังคึก! แมนยูพร้อมรบ "อิกาโล่" ตัวจริงยิงคลับ บรูช32ทีม ยูโรปา

UFA266 NEWS : ผีกำลังคึก! แมนยูพร้อมรบ “อิกาโล่” ตัวจริงยิงคลับ บรูช32ทีม ยูโรปา

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นายใหญ่ “ปีศาจแดง” ผลงานเริ่มดีขึ้นหลังชนะเชลซี 2-0 ในเกมลีกไม่แพ้มา 4 เกมแล้ว ความพร้อมอาจปรับทัพบางตำแหน่งโดย โอเดียน อิกาโล่ ประเดิมตัวจริงให้ทีมในเกมนี้ ทางด้าน คลับ บรูช เจ้าถิ่นของ ฟิลิปป์ กเลม็องต์ ฟอร์มไม่แย่มี ซิมง มิโญเล่ต์ ลงเฝ้าเสา ในศึกฟุตบอล ยูโรปา ลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายนัดแรก วันพฤหัสบดีที่ 20 ก.พ. นี้

ปรีวิวฟุตบอล ยูโรปา ลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายนัดแรก
วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563
คลับ บรูช (เบลเยียม) – แมนฯ ยูไนเต็ด (อังกฤษ)
เวลา : 00.55 น.

สนาม : แยน เบรย์เดลสตาดิโอน

ผีกำลังคึก! แมนยูพร้อมรบ "อิกาโล่" ตัวจริงยิงคลับ บรูช32ทีม ยูโรปา

    ฟิลิปป์ กเลม็องต์ เทรนเนอร์คลับ บรูช พาทีมมาเล่นรอบนี้ หลังร่วงมาจากแชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนชนะวาสแลนด์ 2-1 ในเกมลีกล่าสุด เป็นชัยชนะนัดที่ 3 ในรอบ 5 เกม

ความพร้อมเกมนี้ กเลม็องต์ไม่มีปัญหาอะไรรบกวน 2 แข้งใหม่อย่างบุสสุฟ บัดจี และ มิชาเอล เคอร์เมนชิค ก็พร้อมช่วยทีม หลังลงทะเบียนแล้ว

ผีกำลังคึก! แมนยูพร้อมรบ "อิกาโล่" ตัวจริงยิงคลับ บรูช32ทีม ยูโรปา

 

ขณะที่แกนหลักประจำทีมรายอื่นๆอย่างซิมง มิโญเล่ต์, เอดูอาร์ด โซโบล, รุด ฟอร์เมอร์ กัปตันทีม และ ฮันส์ ฟานาเกน ต่างพร้อมช่วยทีมทั้งหมด

ด้าน โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เทรนเนอร์แมนฯ ยูไนเต็ด พาทีมเข้ารอบนี้ในฐานะแชมป์กลุ่ม แอล ก่อนชนะเชลซี 2-0 ในเกมลีกล่าสุด ทำให้ไม่แพ้มา 4 เกมแล้ว

ผีกำลังคึก! แมนยูพร้อมรบ "อิกาโล่" ตัวจริงยิงคลับ บรูช32ทีม ยูโรปา

ความพร้อมเกมนี้ โซลชายังไม่มีพวกที่เดี้ยงอยู่ก่อนทั้งมาร์คัส แรชฟอร์ด, ปอล ป็อกบา, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ และ อักเซล ตวนเซเบ้

ส่วนการจัดทัพก็คาดว่าน่าจะมีการปรับพอสมควร เซร์คิโอ โรเมโร่ น่าจะได้เฝ้าเสาแทนดาบิด เด เคอา ประตูมือ 1 ที่มีอาการเจ็บไหล่รบกวนมาจากเกมล่าสุด

ผีกำลังคึก! แมนยูพร้อมรบ "อิกาโล่" ตัวจริงยิงคลับ บรูช32ทีม ยูโรปา

รวมไปถึงแข้งสำรองบางรายอย่างอันเดรียส เปเรยร่า และ ฆวน มาต้า

ขณะที่อีกแข้งใหม่อย่างโอเดียน อิกาโล่ ก็มีลุ้นออกสตาร์ตเช่นกันหลังใส่ชื่อลงทะเบียนเรียบร้อย

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    คลับ บรูช (4-5-1) : ซิมง มิโญเล่ต์ – เอดูอาร์ด โซโบล, ซิมง เดลี่, บร็องดง เมเชเล่, คลินตัน มาต้า – เอเดร์ บาลันต้า, มัตส์ ริตส์, รุด ฟอร์เมอร์, ฮันส์ ฟานาเกน, เกรแป็ง ดิยัตต้า – มิชาเอล เคอร์เมนชิค

เทรนเนอร์ : ฟิลิปป์ กเลม็องต์       

    แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : เซร์คิโอ โรเมโร่ – อารอน วาน-บิสซาก้า, เอริก ไบยี่, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ – เฟร็ด, อันเดรียส เปเรยร่า – ฆวน มาต้า, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, แดเนียล เจมส์ – โอเดียน อิกาโล่

เทรนเนอร์ : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา  

ผู้ตัดสิน : อเล็กเซ คูลบาคอฟ (เบลารุส) 

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
Manchester United FC crest.svg
ชื่อเต็ม สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
ฉายา ปีศาจแดง
ผีแดง (ในภาษาไทย)
ก่อตั้ง 1878; 142 ปีที่แล้ว ในชื่อ สโมสรฟุตบอลนิวตันฮีตแอลวายอาร์
1902; 118 ปีที่แล้ว ในชื่อ สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
สนาม โอลด์แทรฟฟอร์ด
ความจุ 74,879[1]
เจ้าของ บริษัท แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด จำกัด (มหาชน) (NYSEMANU)
ประธานร่วม โจเอล และ อัฟราม เกลเซอร์
ผู้จัดการ อูเลอ กึนนาร์ ซูลชาร์
ลีก พรีเมียร์ลีก
2018−19 พรีเมียร์ลีก, อันดับที่ 6
เว็บไซต์ เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเยือน
สีชุดที่สาม
 ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (อังกฤษManchester United Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ มีที่ตั้งอยู่ที่โอลด์แทรฟฟอร์ดในเมืองแมนเชสเตอร์ ปัจจุบันเล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดในระบบลีกฟุตบอลอังกฤษ สโมสรก่อตั้งในชื่อ สโมสรฟุตบอลนิวตันฮีตแอลวายอาร์ เมื่อปี ค.ศ. 1878 จากนั้นเปลี่ยนชื่อมาเป็น แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เมื่อปี ค.ศ. 1902 และย้ายไปเล่นในสนามปัจจุบันคือโอลด์แทรฟฟอร์ด เมื่อปี ค.ศ. 1910

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในหลายสโมสรในอังกฤษ[2][3] โดยเป็นแชมป์ลีก 20 สมัย เอฟเอคัพ 12 สมัย ลีกคัพ 5 สมัย และ เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ 21 สมัย อีกทั้งพวกเขายังได้ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 3 สมัย ยูฟ่ายูโรปาลีก 1 สมัย ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1 สมัย ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 1 สมัย ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปและอเมริกาใต้ 1 สมัย และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 1 สมัย ในฤดูกาล 1998–99 สโมสรกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลอังกฤษที่คว้าแชมป์เทรเบิล[4] โดยการคว้าแชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีกในฤดูกาล 2016–17 พวกเขากลายเป็นหนึ่งในหน้าสโมสรที่คว้าแชมป์ทั้งสามรายการการแข่งขันของยูฟ่า

ภัยพิบัติทางอากาศมิวนิกเมื่อปี ค.ศ. 1958 ได้คร่าชีวิตผู้เล่นแปดคน ในปี ค.ศ. 1968 ภายใต้การจัดการทีมของแมตต์ บัสบี แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรฟุตบอลทีมแรกของอังกฤษที่ได้แชมป์ยูโรเปียนคัพ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พาทีมคว้าแชมป์ 38 ถ้วยตลอดการเป็นผู้จัดการทีม ไม่ว่าจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 13 สมัย เอฟเอคัพ 5 สมัย และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2 สมัยในระหว่างปี ค.ศ. 1986 และ ค.ศ. 2013[5][6][7] จากนั้นเขาได้ประกาศเกษียณตัวเองไป

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดคือสโมสรที่มีรายได้สูงที่สุดในโลกสำหรับฤดูกาล 2016–17 ด้วยรายได้ต่อปีเป็นจำนวน 676.3 ล้านปอนด์[8] และเป็นสโมสรที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในปี ค.ศ. 2018 เป็นมูลค่า 3.1 พันล้านปอนด์[9] ณ เดือนมิถุนายน ค.ศ. 2015 สโมสรมีมูลค่าแบรนด์ฟุตบอลที่สูงที่สุดในโลก คาดว่ามีมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[10][11] หลังจากเกิดการลอยตัวในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนในปี ค.ศ. 1991 สโมสรถูกซื้อโดยมัลคอม เกลเซอร์ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2005 ในข้อตกลงมูลเกือบ 800 ล้านปอนด์ หลังจากนั้นบริษัทกลับมาเป็นบริษัทเอกชน ก่อนจะกลายมาเป็นบริษัทมหาชนอีกครั้งในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2012 เมื่อพวกเขาได้ทำการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีผู้สนับสนุนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก[12][13] และมีทีมคู่แข่งคือลิเวอร์พูลแมนเชสเตอร์ซิตีอาร์เซนอล และลีดส์ยูไนเต็ด

ประวัติของสโมสร

ช่วงปีแรก (1878–1945)

แผนภูมิแสดงความก้าวหน้าของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในระบบลีกฟุตบอลอังกฤษ ตั้งแต่เป็นนิวตันฮีตในฤดูกาล1892–93 จนถึงปัจจุบัน

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเดิมใช้ชื่อว่า สโมสรฟุตบอลนิวตันฮีตแอลวายอาร์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1878 โดยพนักงานแผนกขนส่งและเกวียนของสถานีรถไฟแลงคาเชียร์และยอร์กเชียร์ ที่สถานีในนิวตันฮีต[14] เป็นการตั้งทีมขึ้นเพื่อเล่นกับแผนกอื่น ๆ และ บริษัทการรถไฟ แต่เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1880 พวกเขาแข่งขันกันในนัดแรกที่มีการบันทึกไว้ โดยใส่เสื้อสีประจำบริษัท – เขียนและทอง – พวกเขาบุกพ่ายทีมสำรองของโบลตันวอนเดอเรอส์ ด้วยคะแนน 6–0[15] โดยปี ค.ศ. 1888 สโมสรได้กลายเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของเดอะคอมบิเนชัน ลีกฟุตบอลระดับภูมิภาค หลังจากการสลายตัวของลีกเพียงฤดูกาลเดียวนิวตันฮีทเข้าร่วมการจัดตั้ง ฟุตบอลอัลไลแอนซ์ ซึ่งดำเนินมาสามฤดูกาลก่อนที่จะถูกรวมเข้ากับฟุตบอลลีก ส่งผลให้สโมสรเริ่มฤดูกาล 1892–93 ในเฟิสต์ดิวิชัน ตามมาด้วยการแยกตัวเป็นอิสระจากบริษัทการรถไฟและนำชื่อ “แอลวายอาร์” ออก[14] หลังผ่านไปสองฤดูกาล สโมสรตกชั้นสู่เซคันด์ดิวิชัน[14]

ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในฤดูกาล 1905–06 ซึ่งพวกเขาจบอันดับด้วยตำแหน่งรองชนะเลิศในเซคันด์ดิวิชัน

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1902 สโมสรติดหนี้เป็นจำนวน 2,670 ปอนด์ หรือเท่ากับ 280,000 ปอนด์ในปี ค.ศ. 2019 จนมีคำสั่งให้เลิกกิจการ[16] กัปตันทีม แฮร์รี สแตฟเฟิร์ด จึงไปพบกับนักธุรกิจสี่คน รวมถึงจอห์น เฮนรี เดวีส์ (ซึ่งต่อมากลายเป็นประธานสโมสร) แต่ละคนยินดีที่จะลงทุน 500 ปอนด์เพื่อแลกกับผลประโยชน์โดยตรงในการบริหารสโมสร พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อสโมสรในภายหลัง[17] ทำให้เมื่อวันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 1920 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเป็นทางการ[18][nb 1] ภายใต้การเป็นผู้จัดการทีมในปี ค.ศ. 1903 ของเออร์เนสต์ มังแนล ทีมจบอันดับด้วยตำแหน่งรองชนะเลิศในเซคันด์ดิวิชันได้ในปี ค.ศ. 1906 และได้เลื่อนชั้นสู่เฟิสต์ดิวิชัน ซึ่งพวกเขาชนะเลิศและได้แชมป์ลีกสมัยแรกของสโมสรในปี ค.ศ. 1908 และเริ่มต้นฤดูกาลต่อมาด้วยแชมป์แชริตีชีลด์สมัยแรกของสโมสร[19] และจบฤดูกาลด้วยการเป็นแชมป์เอฟเอคัพสมัยแรกของสโมสรเช่นเดียวกัน ต่อมาแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้แชมป์เฟิสต์ดิวิชันสมัยที่สองได้ในปี ค.ศ. 1991 แต่เมื่อฤดูกาลต่อมาได้สิ้นสุดลง มังแนลออกจากสโมสร และเข้าร่วมแมนเชสเตอร์ซิตีแทน[20]

ในปี ค.ศ. 1993 สามปีหลังการเริ่มต้นใหม่ของฟุตบอลหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจบลง สโมสรตกชั้นสู่เซคันด์ดิวิชัน และได้เลื่อนชั้นอีกทีในปี ค.ศ. 1925 จากนั้นตกชั้นอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1931 สโมสรจึงกลายเป็นโยโย่คลับ และจบด้วยอันดับที่ 20 ในเซคันด์ดิวิชันปี ค.ศ. 1934 ซึ่งเป็นอันดับที่ต่ำสุดในตลอดกาล หลังจากการเสียชีวิตของจอห์น เฮนรี เดวีส์ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1927 สถานะการเงินของสโมสรแย่ลงจนดูเหมือนแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอาจล้มละลายหากไม่ได้ เจมส์ ดับเบิลยู. กิบสัน ลงทุน 2,000 ปอนด์และเข้าควบคุมกิจการสโมสรในเดือน ธันวาคม ค.ศ. 1931[21]ในฤดูกาล 1938–39 ปีสุดท้ายของฟุตบอลก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง สโมสรจบอันดับที่ 14 ในเฟิสต์ดิวิชัน[21]

ปีของบัสบี (1945-1969)

เดอะบัสบีเบปส์ในเดนมาร์กปี ค.ศ. 1955

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1945 การกลับมาแข่งฟุตบอลอีกครั้งกำลังจะเกิดขึ้นจนนำไปสู่การแต่งตั้งแมตต์ บัสบี เป็นผู้จัดการทีม ผู้ปฏิวัติสโมสรครั้งใหญ่ทั้งการเลือกตัว ซื้อขายนักเตะ และการฝึกซ้อม[22] บัสบีนำทีมจบอันดับสองในลีก ปี ค.ศ. 1947, 1948 และ 1949 และชนะเลิศเอฟเอคัพในปี ค.ศ. 1948 ปี ค.ศ. 1952 สโมสรชนะเลิศในเฟิสต์ลีกดิวิชันได้ครั้งแรกในรอบ 41 ปี[23]ด้วยนักเตะอายุเฉลี่ยแค่ 22 ปี และสามารถครองแชมป์ได้ติดต่อกันในปี ค.ศ. 1956 และ 1957 สื่อมวลชนได้ขนานนามทีมว่า “เดอะบัสบีเบปส์”[24] ในปี ค.ศ. 1957 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรแรกของอังกฤษที่สามารถคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพได้ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าปีนั้นเชลซี มีโอกาสก่อนจากการเข้าชิงเมื่อฤดูกาลที่แล้ว[25] ซึ่งพวกเขาพ่ายให้กับเรอัลมาดริด ทีมที่สามารถเอาชนะอันเดอร์เลคต์ แชมป์ลีกของเบลเยียมได้ด้วยคะแนน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในการชนะคู่แข่งของสโมสร[26]

แผ่นหินสลักเพื่อเป็นเกียรติให้กับนักเตะที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตกที่มิวนิก

ฤดูกาลถัดมา ระหว่างการเดินทางกลับจากการแข่งขันรายการยูโรเปียนคัพที่เอาชนะเรดสตาร์ เบลเกรด เครื่องบินโดยสารที่มีนักเตะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด หน้าที่ และนักข่าว ได้เกิดอุบัติเหตุระหว่างแวะเติมเชื้อเพลิงที่มิวนิก ประเทศเยอรมนี จนเกิดภัยพิบัติทางอากาศมิวนิก เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1958 ได้คร่าชีวิตผู้โดยสารทั้งหมด 23 คน โดยมีนักเตะของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดแปดคน ได้แก่ เจฟฟ์ เบนต์โรเจอร์ ไบร์นเอ็ดดี โคลแมนดังคัน เอดเวิดส์มาร์ก โจนส์เดวิด เพ็กก์ทอมมี เทย์เลอร์ และ บิลลี วีลัน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก[27][28]

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (ค.ศ. 1963)

ช่วงระยะเวลาที่บัสบีกำลังรักษาตัวอยู่ จิมมี เมอร์ฟี ผู้ช่วยผู้จัดการทีม รับหน้าที่คุมทีมแทนชั่วคราว และสามารถพาทีมเข้าสู่เอฟเอคัพรอบชิงชนะเลิศ แม้พวกเขาต้องพ่ายให้กับโบลตันวอนเดอเรอส์ ในช่วงเหตุการณ์ร้ายแรงนี้เอง ทางยูฟ่าได้เชิญให้สโมสรเข้าร่วมการแข่งขันยูโรเปียนคัพ ฤดูกาล 1958–59 พร้อมกับวุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ แชมป์ลีกสูงสุดในเวลานั้น แม้ว่าทางเอฟเอ จะไม่เห็นด้วยในการเข้าแข่งขันในครั้งนี้เพราะไม่ผ่านเงื่อนไขในการเข้าแข่งขัน[29][30] บัสบี้สร้างทีมขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ. 1960 โดยการซื้อผู้เล่นอย่าง เดนิส ลอว์ และแพต เครแรนด์ รวมทั้งผู้เล่นดาวรุ่งอย่าง จอร์จ เบสต์ จนสามารถพาคว้าแชมป์เอฟเอคัพ ได้ในปี ค.ศ. 1963 ฤดูกาลถัดมาพวกเขาจบอันดับที่สองในลีก จากนั้นชนะเลิศในลีกปี ค.ศ. 1965 และ ค.ศ. 1967 โดยในปี ค.ศ. 1968 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกลายเป็นสโมสรอังกฤษทีมแรก (และทีมที่สองของบริติช) ที่คว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพหลังจากเอาชนะไบฟีกา ด้วยคะแนน 4–1 ในนัดชิงชนะเลิศ[31] สามนักเตะของทีมยังได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นแห่งปีของยุโรป อันประกอบด้วย บ็อบบี ชาร์ลตัน, เดนิส ลอว์ และ จอร์จ เบสต์[32] พวกเขาได้เป็นตัวแทนสโมสรจากยุโรปในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปและอเมริกาใต้ 1968พบกับเอสตูเดียนเตส แต่ต้องพ่ายเลกแรกในบัวโนสไอเรส ก่อนที่จะเอาเสมอด้วยคะแนน 1–1 ที่โอล์ดแทรฟฟอร์ดได้ในสามสัปดาห์ต่อมา บัสบีลาออกจากผู้จัดการทีมในปี ค.ศ. 1969 และถูกแทนที่โดยผู้ฝึกสอนทีมสำรอง วิล์ฟ์ แมคควินเนสส์ ซึ่งเขายังเป็นอดีตนักเตะของสโมสรด้วย[33]

1969–1986

ไบรอัน ร็อบสัน ผู้เป็นกัปตันทีมของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 12 ปี มากกว่าผู้เล่นคนไหน ๆ[34]

หลังจากจบอันดับที่แปดในฤดูกาล 1969–70 และออกสตาร์ทได้ย่ำแย่ในฤดูกาล 1970–71 บัสบีถูกดึงตัวกลับมารับงานคุมทีมอีกครั้ง และแม็กกินเนสส์ก็กลับไปคุมทีมสำรองอีกครั้ง ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1971 แฟรงก์ โอแฟร์เรลล์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีม แต่อยู่ได้เพียง 18 เดือน ก็ถูกแทนที่โดยทอมมี ดอเชอร์ตี ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1972[35] ดอเชอร์ตีช่วยให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดรอดพ้นจากการตกชั้นได้ในฤดูกาลนั้น ซึ่งมีเพียงแค่ปี ค.ศ. 1974 เท่านั้นที่ทีมตกชั้นไป โดยสามประสานก็ได้ย้ายออกจากทีมไปทั้งเบสต์, ลอว์ และชาร์ลตัน[31] ภายในปีเดียวพวกเขาก็ได้เลื่อนชั้นกลับมาสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง รวมถึงยังสามารถเข้ารอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพในปี ค.ศ. 1976 แต่ก็พ่ายกับเซาแทมป์ตัน พวกเขายังได้เข้าชิงอีกครั้งในปี ค.ศ. 1997 และคว้าแชมป์ได้ด้วยการเอาชนะ ลิเวอร์พูล ด้วยคะแนน 2–1 หลังจากนั้นไม่นานดอเชอร์ตีถูกไล่ออกจากตำแหน่ง หลังมีการเปิดเผยข่าวเชิงชู้สาวกับภรรยาของนักกายภาพสโมสร[33][36]

เดฟ เซ็กตัน เข้าคุมทีมแทนดอเชอร์ตีในช่วงฤดูร้อนปี ค.ศ.1977 รวมถึงการเซ็นสัญญานักเตะ ได้แก่ โจ จอร์แดนกอร์ดอน แม็กควีนแกรี เบลีย์, และ เรย์ วิลกินส์ อย่างไรก็ดีทีมก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จจากการเปลี่ยนแปลงทีมในครั้งนี้ พวกเขาจบอันดับสองในฤดูกาล 1979–80 และพ่ายให้กับอาร์เซนอลในเอฟเอคัพ รอบชิงชนะเลิศ 1979 เซ็กตันถูกไล่ออกในปี ค.ศ. 1981 แม้ว่าการคุมทีมเจ็ดนัดสุดท้ายของฤดูกาล ทีมจะเก็บชัยชนะรวดทุกนัดก็ตาม[37] จากนั้นเขาถูกแทนที่โดยรอน แอตกินสัน ผู้ซึ่งทำลายสถิติการซื้อตัวผู้เล่นในอังกฤษด้วยการเซ็นสัญญากับไบรอัน ร็อบสันจากเวสต์บรอมมิชอัลเบียน ภายใต้การคุมทีมของแอตกินสัน แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลเอฟเอคัพ ได้ติดต่อกันสองปี คือปี ค.ศ. 1983 และ 1985 ในฤดูกาล1985–86 หลังจากชนะ 13 เสมอ 2 ในช่วงออกสตาร์ท 15 เกมแรก ทีมมีหวังใกล้เคียงที่จะชนะเลิศในลีกอีกครั้ง แต่ท้ายสุดต้องจบเพียงอันดับสี่เท่านั้น ฤดูกาลถัดมาสโมสรอยู่ในอันดับที่สุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้นอย่างมาก จนแอตกินสันถูกปลดออกจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน[38]


WWW.UFA266.COM

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *