ฟาบินโญ่ห่วยไม่เลิก!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูลเกมบุกพ่ายเชลซี

ฟาบินโญ่ห่วยไม่เลิก!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูลเกมบุกพ่ายเชลซี

ฟาบินโญ่ห่วยไม่เลิก!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูลเกมบุกพ่ายเชลซี

UFA266 NEWS : ฟาบินโญ่ห่วยไม่เลิก!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูลเกมบุกพ่ายเชลซี

“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ดูเหมือนยังไม่ฟื้นจากการปราชัยครั้งแรกในลีก ล่าสุดกระเด็นตกรอบ 5 ในศึก เอฟเอ คัพ เรียบร้อย หลังบุกไปพ่าย เชลซี 0-2 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา แม้เป็นเกมที่กุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ เลือกส่งตัวสำรองและดาวรุ่งลงเล่นในหลายตำแหน่ง แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้าง เพราะเกมโดยรวมถือว่าน่าผิดหวัง และนี่คือผลสอบของนักเตะแต่ละคนในแมตช์นี้

    11 ผู้เล่นตัวจริง

    – อาเดรียน : 6
ตอนแรกมีโชว์เซฟสวยๆ แต่สุดท้ายเจ้าตัวน่าจะทำได้ดีกว่านี้กับประตูแรกที่เสียไป โดยรวมไม่ใช่วันที่ดีสำหรับนายประตูมือสองชาวสแปนิช แม้ช่วงครึ่งหลังมีชอตเซฟสวยๆ ให้เห็นอีกก็ตาม

 – เนโก วิลเลี่ยมส์ : 6.5
มีความมั่นใจในการเล่นดี มีการเข้าสกัดสวยๆ ให้เห็น แต่ขาดลูกเก๋า ช่วงครึ่งหลังมีจ่ายบอลเสีย จนถูก เปโดร แย่งบอลไปเกือบทำประตูที่สาม

    – โจ โกเมซ : 5
ไม่ใช่เกมที่ดีสำหรับเจ้าตัว เล่นผิดพลาดบ่อยครั้ง มีปัญหาในการรับมือกับ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ และน่าจะบังเหลี่ยมลูกยิงของ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ได้ดีกว่านี้ในจังหวะเสียประตูที่สอง

 

ฟาบินโญ่ห่วยไม่เลิก!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูลเกมบุกพ่ายเชลซี

 

   – เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ : 7
แม้เป็นฝ่ายแพ้ในเกมนี้ แต่ก็ช่วยแบกเกมรับไม่น้อย โดยเฉพาะการรับมือกับลูกกลางอากาศ โดยรวมถือว่าทำได้ดีกว่าเกมกับ วัตฟอร์ด

 – แอนดี้ โรเบิร์ตสัน : 7
ผลงานส่วนตัวที่ว่าโอเค เกมรับไม่มีข้อผิดพลาด ส่วนเกมรุกก็พยายามเติมขึ้นมาช่วยทุกครั้งที่มีโอกาส

   – ฟาบินโญ่ : 4
ฟอร์มต่ำกว่ามาตรฐานอย่างแรงนับตั้งแต่หายเจ็บกลับมา รับผิดชอบเต็มๆ กับประตูแรกที่เสียไป การผ่านบอลก็ไม่เนียนเหมือนเดิม แถมดูช้าลงไปมาก จนเสียท่าโดนใบเหลืองจากจังหวะฟาวล์ใส่ เมสัน เมาท์

 

ฟาบินโญ่ห่วยไม่เลิก!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูลเกมบุกพ่ายเชลซี

 

    – อดัม ลัลลานา : 6
มีส่วนร่วมกับเกมไม่น้อย แต่ไม่สามารถผ่านบอลสวยๆ หรือสร้างโอกาสให้เพื่อนได้

    – เคอร์ติส โจนส์ : 6.5
อาจจะทำอะไรไม่ได้มาก แต่ก็มีบางจังหวะที่เล่นได้ดี โดยเฉพาะการเลี้ยงบอล

  – ทาคูมิ มินามิโนะ : 5
ได้รับโอกาสลงเล่นเป็นตัวจริง แต่จังหวะการเล่นยังไม่ได้ ต้องเดินหน้ากอบโกยความมั่นใจต่อไป

 

ฟาบินโญ่ห่วยไม่เลิก!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูลเกมบุกพ่ายเชลซี

 

    – ซาดิโอ มาเน่ : 6
เล่นได้อันตรายทีเดียวในช่วงต้นเกม แต่ใช้โอกาสเปลือง หลังจากนั้นก็ค่อยๆ หายไปจากเกม

    – ดีว็อค โอริกี้ : 5
ช่วงครึ่งแรกมีโอกาสที่น่าจะทำประตูได้ แต่หลังจากนั้นแทบไม่มีส่วนร่วมกับเกม การสัมผัสบอลแรกก็ทำได้ไม่ค่อยดี

 

    สำรองที่ลงเล่น

    – โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ (แทน โอริกี้ น. 70) : 5
สร้างความแตกต่างให้ทีมไม่ได้

ฟาบินโญ่ห่วยไม่เลิก!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูลเกมบุกพ่ายเชลซี

 

    – เจมส์ มิลเนอร์ (แทน โจนส์ น. 70) : 5
ไม่สามารถยกระดับแดนกลางให้ทีมได้ และยังได้ใบเหลืองเป็นของแถม

    – โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (แทน ลัลลานา น. 80) : –
ไม่สามารถให้คะแนนได้

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
Liverpool FC Logo.svg
ชื่อเต็ม สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
ฉายา The Reds
หงส์แดง (ฉายาในประเทศไทย)
ก่อตั้ง 3 มิถุนายน ค.ศ. 1892 (127 ปี)[1]
สนาม แอนฟีลด์
ความจุ 53,394[2]
เจ้าของ เฟนเวย์ สปอร์ต กรุป
ประธาน ทอม วอร์เนอร์
ผู้จัดการ เยือร์เกิน คล็อพ
ลีก พรีเมียร์ลีก
2018–19 พรีเมียร์ลีก, อันดับที่ 2
เว็บไซต์ เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเยือน
สีชุดที่สาม
 ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล (อังกฤษLiverpool Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพตั้งอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูลอังกฤษ แข่งขันอยู่ในพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของอังกฤษ โดยลิเวอร์พูลชนะเลิศ ยูโรเปียนคัพ 6 ครั้ง, ยูฟ่าคัพ 3 ครั้ง, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 4 ครั้ง, ลีกสูงสุด 18 ครั้ง, เอฟเอคัพ 7 ครั้ง, ลีกคัพ 8 ครั้ง, เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ 15 ครั้ง และ ฟุตบอลลีกซูเปอร์คัพ 1 ครั้ง

ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1892 และได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลลีกในปีต่อมา ลิเวอร์พูลใช้สนามแอนฟีลด์ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร ช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือช่วงทศวรรษที่ 1970 ถึง 1980 เมื่อ บิลล์ แชงคลีบ๊อบ เพสลีย์โจ เฟแกน และ เคนนี แดลกลีช พาทีมคว้าแชมป์ลีก 11 ครั้ง และคว้าถ้วยรางวัลยูโรเปียน 4 ใบ ต่อมา ภายใต้การคุมทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ และกัปตัน สตีเวน เจอร์ราร์ด ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนลีกสมัยที่ 5 เมื่อปี ค.ศ. 2005 และสมัยที่ 6 ภายใต้การคุมทีมของ เยือร์เกิน คล็อพ เมื่อปี ค.ศ. 2019

ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรฟุตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลกอันดับที่ 9 เมื่อปี 2016–17 ด้วยรายได้ประจำปี 424.2 ล้านยูโร[3] และสโมสรฟุตบอลที่มูลค่ามากที่สุดในโลกอันดับที่ 8 เมื่อปี 2018 ด้วยมูลค่า 1.944 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[4] เป็นหนึ่งในสโมสรที่มีผู้สนับสนุนมากที่สุดในโลก[5] ลิเวอร์พูลมีการแข่งขันที่ยาวนานกับสโมสรคู่แข่งกับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และ เอฟเวอร์ตัน

สโมสรได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมที่สำคัญ 2 ครั้ง ครั้งแรกที่โศกนาฏกรรมเฮย์เซลเมื่อปี ค.ศ. 1985 แฟนฟุตบอลทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันส่งผลให้อัฒจันทร์พังลงมา มีผู้เสียชีวิต 39 คน เป็นแฟนบอลยูเวนตุสชาวอิตาลี 32 คน, เบลเยียม 4 คน, ฝรั่งเศส 2 คน, และไอร์แลนด์ 1 คน และส่งผลให้ลิเวอร์พูลถูกสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรปแบนเป็นเวลา 6 ปี ต่อมาในปี ค.ศ. 1989 เกิดโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร แฟนบอลของลิเวอร์พูล 96 คนเสียชีวิต เนื่องจากมีคนแออัดเข้ามาชมเกมมากเกินความจุจึงทำให้อัฒจันทร์ยืนได้พังลงมา

ลิเวอร์พูลนั้นใช้เสื้อสีแดงและกางเกงขาสั้นสีขาวเป็นชุดแข่งขันมาตั้งแต่ ค.ศ. 1896[6] ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเต็มตัวเมื่อเล่นเป็นทีมเหย้าในปี ค.ศ. 1964 ฉายาในภาษาอังกฤษของลิเวอร์พูลคือ “The Reds” ในภาษาไทยคือ “หงส์แดง” มีเพลงประจำสโมสรคือ “You’ll Never Walk Alone”

ประวัติของสโมสร

ดูบทความหลักที่: ค.ศ. 1892–1959ค.ศ. 1959–85 และ ค.ศ. 1959–ปัจจุบัน

จอห์น โฮลดิง ผู้ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

จอห์น โฮลดิง นักธุรกิจชาวเมืองลิเวอร์พูลได้เช่าพื้นที่บริเวณ แอนฟีลด์ โรด เพื่อใช้สร้างสนามฟุตบอล และเมื่อสร้างเสร็จได้ให้เอฟเวอร์ตัน เช่าเป็นสนามแข่งขันฟุตบอล และเมื่อทีมเอฟเวอร์ตันได้เข้าสู่สมาชิกฟุตบอลลีก จอห์น โฮลดิง พยายามจะเข้าไปบริหารงานในทีมเอฟเวอร์ตันและได้เพิ่มค่าเช่าสนามที่ทีมฟุตบอลได้เช่าอยู่ใน ฝ่ายกลุ่มผู้บริหารของเอฟเวอร์ตันจึงยกเลิกสัญญาเช่าสนามฟุตบอล และทีมเอฟเวอร์ตันได้ย้ายสนามไปอีกฝากของสวนสาธารณะสแตนลีย์พาร์ก เพื่อไปสร้างสนามเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อสนามว่า กูดิสันพาร์ค ดังนั้น จอห์น โฮลดิง จึงต้องการสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมา และ จอห์น โฮลดิง จึงไปชวนเพื่อนสนิทของเขาชื่อ จอห์น แมคเคนน่า มาทำหน้าที่ประธานสโมสรและได้ตั้งชื่อทีมฟุตบอลนี้ว่า Liverpool Football Club

รูปปั้น บิลล์ แชงคลี ด้านนอก แอนฟีลด์ โดยแชงคลีพาทีมเลื่อนชั้นและคว้าแชมป์ดิวิชันหนึ่งได้สำเร็จตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947

หลังจากที่สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งได้ไม่นาน ได้จัดการแข่งขัดนัดอุ่นเครื่อง ซึ่งเป็นการลงสนามนัดแรกของทีมลิเวอร์พูลกับทีมร็อตเตอร์แฮม ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมลิเวอร์พูลชนะไปด้วยผลการแข่งขัน 7-1 และลิเวอร์พูล ได้ลงแข่งขันฟุตบอลลีกของแคว้น แลงคาเชียร์ ปรากฏว่าลิเวอร์พูลลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะ 17 นัด และได้แชมป์ไปครอง ส่งผลให้ทางสโมสรสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกซึ่งได้รับการยอมรับและถูกคัดเลือกให้ลงเล่นในดีวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1893-1894 สโมสรจึงได้เลือกสัญลักษณ์ของทีมเป็น นกลิเวอร์เบิร์ด (Liverbird) ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวณแม่น้ำเมอร์ซีย์ โดยที่ปากนกคาบใบไม้ไว้ ทีมลิเวอร์พูลได้ลงทำการแข่งขันอย่างเป็นทางในฟุตบอลลีก ดิวิชั่น 2 ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1893 โดยทีมลิเวอร์พูลออกไปเยือนทีมมิดเดิลสโบรห์ และทีมลิเวอร์พูลสามารถได้แชมป์มาครองโดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล (ทั้งหมด 28 นัด) แต่การคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ ทีมนิวตัน ฮีธ (ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) และลงแข่งขันที่สนามของทีมแบล็คเบิร์น ซึ่งทีมลิเวอร์พูลเอาชนะทีมนิวตัน ฮีธไปด้วยผล 2-0 และได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในที่สุด

สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2435 และก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรแนวหน้าของอังกฤษอย่างรวดเร็วจนประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2444 (ฤดูกาล 1900/01) และครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2449 (ฤดูกาล 1905/06) ครั้งที่ 3 และ 4 เป็นแชมป์สองฤดูกาลติดใน พ.ศ. 2465 กับ พ.ศ. 2466 (ฤดูกาล 1921/22 กับ 1922/23) แชมป์ลีกสูงสุดครั้งที่ 5 คือปี พ.ศ. 2490 (ฤดูกาล 1946/47) อย่างไรก็ตามลิเวอร์พูลพบกับช่วงตกต่ำต้องไปเล่นในในดิวิชัน 2 ใน พ.ศ. 2497 (ฤดูกาล 1953/54) ภายหลังจึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสโมสรในปี พ.ศ. 2502 สโมสรได้แต่งตั้ง บิลล์ แชงก์คลี เป็นผู้จัดการทีม เขาได้เปลี่ยนแปลงทีมไปอย่างมาก จนประสบความสำเร็จได้เลื่อนชั้นในปี พ.ศ. 2505 (ฤดูกาล 1961/62) และได้แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอีกครั้งใน พ.ศ. 2507 (ฤดูกาล 1963/64) หลังจากรอคอยมานานถึง 17 ปี บิล แชงก์ลี คว้าแชมป์เอฟเอคัพเป็นถ้วยแรกของสโมสรลิเวอร์พูลในปี พ.ศ. 2508 (ฤดูกาล 1964/65) และคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 อีกครั้งในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2509 (ฤดูกาล 1965/66) ความสำเร็จของแชงก์ลียังเดินหน้าต่อไป เมื่อลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพ พร้อมแชมป์ดิวิชั่น 1 ใน พ.ศ. 2516 (ฤดูกาล 1972/73) และเอฟเอคัพ อีกครั้งใน พ.ศ. 2517 (ฤดูกาล 1973/74) หลังจากนั้น บิลล์ แชงก์คลี ขอวางมือจากสโมสร โดยให้ผู้ช่วยของเขาสืบทอดตำแหน่ง ผู้จัดการทีมแทน นั่นคือ บ็อบ เพสส์ลี


WWW.UFA266.COM

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *