ม้าลายฟูลทัพ! ยูเวนตุสไม่ง่ายส่ง “โรนัลโด้” นำดวลลียง16ทีม ชปล.

ม้าลายฟูลทัพ! ยูเวนตุสไม่ง่ายส่ง “โรนัลโด้” นำดวลลียง16ทีม ชปล.

UFA266 NEWS : ม้าลายฟูลทัพ! ยูเวนตุสไม่ง่ายส่ง “โรนัลโด้” นำดวลลียง16ทีม ชปล.

เมาริซิโอ ซาร์รี่ เทรนเนอร์ ยูเวนตุส จ่าฝูงกัลโช่ ผลงานล่าสุดนำทีมไม่แพ้ 3 นัดซ้อนความพร้อมไม่มีปัญหานำทัพโดย คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยกพลบุก โอลิมปิก ลียง ของ รูดี้ การ์เซีย ที่ฟอร์มในบ้านเหนียวแน่นมี มุสซ่า เดมเบเล่ เป็นตัวทีเด็ด ในศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบ 16 ทีมสุดท้าย (นัดแรก) คืนวันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ นี้

ปรีวิวยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2019/20รอบ 16 ทีมสุดท้าย (นัดแรก)
วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563
โอลิมปิก ลียง (ฝรั่งเศส) – ยูเวนตุส (อิตาลี)
(เวลา : 03.00 น.)

สนาม : กรูปามา สเตเดี้ยม

โอลิมปิก ลียง รั้งอันดับ 7 ลีก เอิง ฝรั่งเศส เวลานี้ มี 37 คะแนน จากการลงสนามไปแล้ว 26 นัด ซึ่งผลงานล่าสุดทีมบุกไปชนะแอฟเซ เม็ตซ์ 2-0 ที่สต๊าด มูนิซิปัล แซงต์-แซงโฟเรียง ในลีก เอิง นัดที่ 26 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ โดยทีมไม่แพ้ 3 นัดซ้อน (ชนะ 2, เสมอ 1) 

รูดี้ การ์เซีย เทรนเนอร์ลียงฉลองวันเกิดอายุครบ 56 ปีเต็มไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เขาเกิดวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1964 ที่เนอมูร์ ประเทศฝรั่งเศส

เวลานี้ ลียงมีนักเตะบาดเจ็บ 3 คน ไม่ว่าจะเป็น เมมฟิส เดอปาย กองหน้าทีมชาติฮอลแลนด์ กัปตันทีมบาดเจ็บเอ็นหัวเข่าซ้าย, เจ๊ฟฟ์ ไรน์-อเดเลด มิดฟิลด์วัย 22 ปี เข้ารับการผ่าตัดที่เอ็นหัวเข่าขวา หมดสิทธิ์กลับมาลงเล่นในฤดูกาลนี้แล้ว, ราฟาเอล ดา ซิลวา แบ็กขวาบราซิลบาดเจ็บข้อเท้า

ทีมได้รับข่าวดีเมื่อ เลโอ ดูบัวส์ แบ็กขวาทีมชาติฝรั่งเศสหายเจ็บหัวเข่าซ้าย กลับมาลงสนามได้แล้วในเกมล่าสุด นับเป็นการลงเล่นนัดแรกของเขาตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายนปีที่แล้ว

ขณะที่ ยุสซุฟ โกเน่ แบ็กซ้ายมาลีที่เข้ารับการผ่าตัดที่เอ็นข้อเท้าช่วงต้นเดือนธันวาคม กลับมาฝึกซ้อมได้แล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์

ในรายของ อุสเซม อาอูอาร์ มิดฟิลด์ตัวหลัก จะกลับมาลงตัวจริง หลังจากเขาได้พักด้วยการเป็นตัวสำรองในแมตช์เมื่อคืนวันศุกร์ ซึ่งเขาถูกเปลี่ยนลงสนามแทน คาร์ล โตโก เอก็อมบี หัวหอกแคเมอรูนนาที 86 และเจ้าตัวยิงประตูชัยให้ทีมในนาที 90+4

    ฝั่งของยูเวนตุส จ่าฝูงกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ที่มี 60 คะแนน จากการลงเล่น 25 นัด มีแต้มมากกว่าลาซิโอ รองจ่าฝูง 1 คะแนน

เมาริซิโอ ซาร์รี่ เทรนเนอร์ยูเวนตุสวัย 61 ปี นำทีมไม่แพ้ 3 นัดซ้อน (ชนะ 2, เสมอ 1) โดยผลงานล่าสุดทีมบุกไปชนะสปาล 2-1 ที่เปาโล มัซซ่า ในกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี นัดที่ 25 เมื่อวันเสาร์ 22 กุมภาพันธ์

ทีมขาด ดั๊กลาส คอสต้า ปีกชาวบราซิเลียนบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขา, เมรีห์ เดมิราล เซนเตอร์แบ็กทีมชาติตุรกีบาดเจ็บหัวเข่า, ซามี่ เคดิร่า มิดฟิลด์เยอรมันบาดเจ็บหัวเข่า

ซาร์รี่ได้รับข่าวดีเมื่อ กอนซาโล่ อิกวาอิน กองหน้าอาร์เจนตินาหายเจ็บที่หลัง, มิราเล็ม ปานิช มิดฟิลด์บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาหายเจ็บ กลับมาฝึกซ้อมได้แล้ว

และ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ เซนเตอร์แบ็กพ้นโทษแบน 1 นัด ในเซเรีย อา จะกลับมาลงตัวจริง

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    โอลิมปิก ลียง : แอนโธนี่ โลเปส – เคนนี่ เตเต้, โจอาชิม อันเดอร์เซ่น, เจสัน เดนาเยอร์ (กัปตันทีม), แฟร์นานโด มาร์ซาล – ลูก้าส์ ตูซาร์, ติอาโก้ เมนเดส – แบร์กทร็องด์ ตราโอเร่, อุสเซม อาอูอาร์, มาร์กแต็ง แตร์ริเย่ร์ – มุสซ่า เดมเบเล่

    ยูเวนตุส : วอยเชียค เชสนี่ – ดานิโล่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, จอร์โจ้ คิเอลลินี่ (กัปตันทีม), อเล็กซ์ ซานโดร – อารอน แรมซี่ย์, โรดริโก้ เบนตันกูร์, แบลส มาตุยดี้ – ฮวน กวาดราโด้, เปาโล ดีบาล่า, คริสเตียโน่ โรนัลโด้

ผู้ตัดสิน : เฆซุส กิล มานซาโน่ (สเปน)

เกร็ดน่าสนใจก่อนเกม

– คู่นี้จะเจอกันเป็นครั้งที่ 5 ในรอบ 6 ฤดูกาลหลัง โดยยูเวนตุสชนะได้ 3 จาก 4 นัดที่ผ่านมา นับรวมชัยชนะถึงลียง 2 หนติดในสกอร์เดียวกัน 1-0
– ลียง ยังมีสถิติไม่ดีนักกับการเจอทีมอิตาลีแบบน็อกเอาต์ เคยแพ้ตกรอบ 5 ครั้งรวด แต่หนล่าสุดนั้นมีชัยเหนือโรม่า ในยูโรปา ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย (4-2 เหย้า, 1-2 เยือน)
– แมตช์ที่ชนะโรม่าครานั้นยังนับเป็นหนเดียวที่ทีมโอแอลมีชัยเหนือคู่แข่งอิตาลีใน 9 นัดหลังทั้งเหย้า-เยือน (เสมอ 2 แพ้ 6)
– ด้านยูเวนตุส จะได้เจอทีมฝรั่งเศสครั้งแรกในรอบน็อกเอาต์ นับตั้งแต่โค่นโมนาโก ในรอบตัดเชือกชปล. 2016-17 (2-0 เยือน, 2-1 เหย้า)
– นั่นเท่ากับว่ายูเว่มีชัยตลอด 12 หนที่ดวลทีมแดนน้ำหอมแบบเหย้า-เยือน
– ยูเว่ ยังไร้พ่ายตลอด 8 แมตช์ล่าสุดที่เจอทีมฝรั่งเศส (ชนะ 6 เสมอ 2) หรือนับตั้งแต่ออกไปพ่ายบอร์กโดซ์ 0-2 ในรอบแบ่งกลุ่ม 2009-10
– มิราเล็ม ปานิช มิดฟิลด์ม้าลาย เคยสังกัดอยู่ลียง ระหว่างปี 2008-11

คริสเตียโน โรนัลโด

คริสเตียโน โรนัลโด
Cristiano Ronaldo 2018.jpg

โรนัลโดขณะเล่นให้กับฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกส ในปี ค.ศ.2018
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม กริชตียานู รูนัลดู ดุช ซังตุช อาไวรู
วันเกิด 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1985 (35 ปี)
สถานที่เกิด ฟุงชาล มาเดรา โปรตุเกส
ส่วนสูง 1.84 เมตร (6 ฟุต 0 นิ้ว)[1]
ตำแหน่ง กองหน้า
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน
ยูเวนตุส
หมายเลข 7
สโมสรเยาวชน
1993–1995 อังดูรีญา
1995–1997 นาซียูนัล
1997–2002 สปอร์ติงลิสบอน
สโมสรอาชีพ*
ปี ทีม ลงเล่น (ประตู)
2002–2003 สปอร์ติงลิสบอน 25 (3)
2003–2009 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 196 (84)
2009–2018 เรอัลมาดริด 292 (311)
2018– ยูเวนตุส 31 (21)
ทีมชาติ
2001 โปรตุเกส อายุไม่เกิน 15 ปี 9 (7)
2001–2002 โปรตุเกส อายุไม่เกิน 17 ปี 7 (5)
2002–2003 โปรตุเกส อายุไม่เกิน 21 ปี 5 (1)
2003 โปรตุเกส อายุไม่เกิน 20 ปี 10 (3)
2004 โปรตุเกส อายุไม่เกิน 23 ปี 3 (2)
2003– โปรตุเกส 158 (88)
* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้กับสโมสรเฉพาะลีกในประเทศเท่านั้น ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2019
‡ ข้อมูลการลงเล่นและประตูให้กับทีมชาติล่าสุด ณ วันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 2019

กริชตียานู รูนัลดู ดุช ซังตุช อาไวรู (โปรตุเกสCristiano Ronaldo dos Santos Aveiro; เกิด 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1985) หรือที่รู้จักกันในชื่อ คริสเตียโน โรนัลโด เป็นนักฟุตบอลชาวโปรตุเกส ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองหน้าให้กับยูเวนตุสในเซเรียอา และเป็นกัปตันทีมชาติโปรตุเกสคนปัจจุบัน โรนัลโดเป็นผู้เล่นที่มีค่าตัวแพงที่สุดเป็นอันดับหกในประวัติศาสตร์ฟุตบอล หลังย้ายจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด มาอยู่กับเรอัลมาดริด ด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ โรนัลโดได้รับค่าจ้างในการลงเล่นให้กับเรอัลมาดริดจำนวน 12 ล้านปอนด์ต่อปี ทำให้เขาเป็นนักเตะที่มีค่าเหนื่อยมากที่สุดในโลก[2]

โรนัลโดได้ลงเล่นฟุตบอลในนามทีมเยาวชนของอังดูรีญา เมื่อเขาเล่นได้อยู่สองปี ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับนาซียูนัลในปี 1997 เขาได้ทำสัญญาให้กับสโมสรยักษ์ใหญ่อย่างสปอร์ติงลิสบอน โรนัลโดได้ถูกพิจารณาย้ายตัวไปอยู่กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด โดยคนที่ซื้อเขาคือ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซื้อตัวเขามาด้วยจำนวนเงิน 12.24 ล้านปอนด์ โรนัลโดได้แชมป์เอฟเอคัพ ซึ่งเป็นเกียรติประวัติแชมป์แรกของเขาในปี 2003

โรนัลโดลงเล่นในเกมของฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกส ในระดับชาตินัดแรกคือตอนเจอกับคาซัคสถาน ในเดือนสิงหาคม 2003 และหลังจากนั้นเขาได้ลงเล่นมากขึ้นรวมทั้งหมดถึงห้าทัวร์นาเมนต์ ได้แก่ ยูโร 2004ฟุตบอลโลก 2006ยูโร 2008ฟุตบอลโลก 2010 และยูโร 2012 เขาทำประตูแรกในนามทีมชาติโปรตุเกสได้ในการแข่งขันยูโร 2004 ในนัดเปิดการแข่งขันที่เจอกับกรีซ เขาเป็นคนสำคัญในการนำทีมชาติโปรตุเกสเข้าไปชิงชนะเลิศในปี 2004 และหลังจากนั้นโรนัลโดได้มีบทบาทและได้ลงตำแหน่งตัวจริงมากขึ้น ในปี 2008 โรนัลโดได้เป็นกัปตันทีมครั้งแรกของทีมชาติโปรตุเกสได้นำทีมเข้าแข่งขันยูโร 2008 สามารถเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศได้ เขาสามารถยิงได้สามประตูในการแข่งขันทัวร์นาเมนต์นี้ ในวันที่ 16 ตุลาคม 2012 โรนัลโดได้ลงเล่นครบ 100 นัดสำหรับทีมชาติโปรตุเกสในนัดที่เจอกับไอร์แลนด์เหนือ ทำให้เขาเป็นหนึ่งในสามนักเตะที่ลงเล่นให้กับทีมชาติโปรตุเกสเกิน 100 นัด[3] ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2012 เฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของเขาได้มีคนติดตามถึง 50 ล้านคน[4]

ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2008 มีการจัดอันดับตำแหน่งนักเตะรูปงามแห่งยูโร 2008 จัดทำโดยแอลจี บริษัทผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า คริสเตียโน โรนัลโดได้รับคะแนนโหวตครั้งนี้เป็นอันดับ 1[5] ในปี 2012 โรนัลโดได้รับรางวัลนักกีฬาไอบีเรีย-อเมริกา ประจำปี 2012 ประเภทนักฟุตบอลชาย

ประวัติ

คริสเตียโน โรนัลโด เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528 ที่เกาะมาเดรา ประเทศโปรตุเกส เป็นบุตรชายของนายฌูแซ ดีนิช อาไวรู (เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2548 ขณะมีอายุ 52 ปี) กับนางมารีอา ดูโลรึช อาไวรู เป็นบุตรชายคนเล็กในพี่น้อง 4 คน ถึงแม้ตอนเกิดเขาจะคลอดก่อนกำหนดแต่ก็มีน้ำหนักสมบูรณ์ถึง 8 ปอนด์ ทวดฝ่ายมารดาของเขา อีซาแบล ดา ปีดาดึ มีพื้นเพมาจากประเทศกาบูเวร์ดี (เคปเวิร์ด)[7]

ที่มาของชื่อโรนัลโดนั้น บิดาของเขาเป็นผู้ตั้งให้ โดยได้แรงบันดาลใจจากชื่อของนายโรนัลด์ เรแกน อดีตประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบุคคลที่บิดาของโรนัลโดชื่นชอบตั้งแต่เรแกนยังเป็นนักแสดงอยู่[8]

ครอบครัวของโรนัลโดอาศัยอยู่ที่ย่านกิงตาดูฟัลเซา เขตซังตูอังตอนียูของเมืองฟุงชาล ซึ่งเป็นเขตที่มีประชากรยากจนอาศัยอยู่มาก โรนัลโดเริ่มเล่นฟุตบอลที่นี่ ซึ่งในตอนเด็กเขาจะชอบเล่นฟุตบอลมาก บริเวณตามถนน พอตอนเขาอายุ 6 ขวบ เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลอย่างจริงจังในทีมชุดใหญ่ของทีมอังดูรีญา (Andorinha) โดยการชักชวนของญาติเขาที่อยู่ในทีมนี้ พอถึงปี พ.ศ. 2538 โรนัลโดย้ายไปอยู่กับทีมนาซียูนัล (Nacional) โดยมีการจ่ายค่าตัวเป็นชุดฟุตบอลและลูกบอล[9]

นักฟุตบอลเยาวชน

ในช่วงที่โรนัลโดอายุ 8 ขวบ โรนัลโดได้เล่นให้กับสโมสรฟุตบอลอังดูรีญา ซึ่งพ่อของเขาเป็นผู้จัดการทีมของสโมสรแห่งนี้ ในปี ค.ศ. 1995 โรนัลโดได้ทำสัญญากับสโมสรฟุตบอลท้องถิ่นคือ สโมสรฟุตบอลนาซียูนัล และได้เล่นให้กับสโมสรนี้เป็นเวลา 5 ปี แล้วได้ย้ายไปอยู่กับสปอร์ติกกลูบีดีปูร์ตูกาล (สปอร์ติงลิสบอน) ในช่วงปี ค.ศ. 1997 และได้สำเร็จการเล่นฟุตบอลเยาวชนให้กับในประเทศของตน

นักฟุตบอลอาชีพ

สปอร์ติกกลูบีดีปูร์ตูกาล

ในปี ค.ศ. 2002 โรนัลโดในวัย 17 ปีได้ย้ายมาเล่นให้กับสปอร์ติกกลูบีดีปูร์ตูกาล (สปอร์ติงลิสบอน) เนื่องจากในช่วงนั้นสโมสรฟุตบอลชื่อดังในโปรตุเกสได้เห็นความสนใจของโรนัลโดมากแต่เขาเลือกที่จะมาอยู่กับสปอร์ติงลิสบอน โดยโรนัลโดได้ลงเล่นเป็นตำแหน่งกองหน้า และได้มีโอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงเยอะ โรนัลโดโชว์ฝีเท้าได้อย่างยอดเยี่ยมไม่ว่าจะเป็นการหลบหลีกคู่ต่อสู้ การแย่งชิงบอล การยิงจากระยะไกล และการทำประตูอย่างแม่นยำ ทำให้โรนัลโดในช่วงนั้นโด่งดังไปทั่วในทวีปยุโรป และโรนัลโดมีจุดเด่นที่มีทักษะในการครองบอลและมีความคล่องตัวสูง ด้วยจุดนี้เอง ทำให้เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมชื่อดังของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในพรีเมียร์ลีก ประเทศอังกฤษ ได้สนใจที่จะนำโรนัลโดมาร่วมทีม ซึ่งการเจรจาซื้อตัวโรนัลโดก็เป็นที่สำเร็จ โดยก่อนที่โรนัลโดจะออกจากประเทศโปรตุเกส โรนัลโดเล่นให้กับสปอร์ติกกลูบีดีปูร์ตูกาล ไปแล้วทั้งสิ้น 31 นัด ทำไป 5 ประตู

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ฤดูกาล 2003–2006

โรนัลโดในนัดที่เจอกับเชลซีในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2006

โรนัลโดได้ย้ายมาอยู่กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 12.24 ล้านปอนด์ ในฤดูกาล 2002–03 โรนัลโดใช้เวลาไม่นานนักในการปรับตัวให้เข้ากับพรีเมียร์ลีก และผลงาน 8 ประตู จากการลงสนาม 39 นัด ซึ่งรวมถึงประตูแรกในรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพกับ มิลล์วอลล์ ก็ทำให้เขาได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (Sir Matt Busby Player of the Year) ประจำฤดูกาล 2003/04 โรนัลโดกับการพาทีมชาติโปรตุเกสผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในศึกยูโร 2004 ก่อนพ่ายให้กับ กรีซ 0 – 1

ในฤดูกาลที่ 2 ของโรนัลโดกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ฟอร์มไม่ดีเท่ากับปีแรก หลังจากที่จบฤดูกาลด้วยการลงสนาม 50 นัด แต่ทำได้แค่ 9 ประตู และในฤดูกาล 2005–06 โรนัลโดก็เรียกฟอร์มเก่งของตัวเองมาได้อีกครั้งในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง ด้วยการทำ 12 ประตู จากการลงสนาม 47 นัด

โรนัลโดคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมของฟิฟโปร (FIFPro Special Young Player of the Year 2005) ซึ่งเป็นรางวัลเดียวที่ให้แฟน ๆ เป็นผู้ลงคะแนนโหวตตัดสิน และในปีเดียวกันเขาก็ได้อันดับที่ 20 ในตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่าด้วย

ฤดูกาล 2006–2009

โรนัลโดเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในช่วงฤดูกาล 2006-07

ในศึกฟุตบอลโลก 2006 โรนัลโดถูกแฟนบอลอังกฤษรุมโห่ไล่หลังจากที่มีส่วนทำให้เวย์น รูนีย์ เพื่อนร่วมทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ต้องถูกไล่ออกในเกมที่อังกฤษพบกับโปรตุเกส โรนัลโดถูกสื่อในอังกฤษกดดันและต่อว่า อย่างไรก็ดีโรนัลโดยังคงเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด[10]

เมษายน 2007 คริสเตียโน โรนัลโด คว้ารางวัลผู้เล่นดาวรุ่งยอดเยี่ยมและผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำปี 2007 ของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษหรือพีเอฟเอไปครอง โดยเป็นผู้เล่นรายที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้ารางวัลเกียรติยศทั้งสองมาครอบครองในเวลาเดียวกัน หลังโชว์ฟอร์มสุดยอดมาตลอดฤดูกาลนี้โดยก่อนหน้านี้ แอนดี เกรย์ เคยทำได้เมื่อปี 1977 หรือ ราว 30 ปีก่อน[11]

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ. 2009 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดยอมรับว่า ได้รับข้อเสนอการซื้อตัวจากสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริดด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์ ซึ่งก็ปรากฏว่าโรนัลโดก็มีความต้องการที่จะออกจากสโมสรเช่นกัน โดยเขาได้ตกลงย้ายออกไป การซื้อตัวครั้งนี้ถือเป็นสถิติค่าตัวแพงที่สุดในโลก[12]

โดยผลงานของโรนัลโดได้ลงเล่นเป็นตัวจริง 299 นัด ทำประตูได้ 118 ประตู

เรอัลมาดริด

ฤดูกาล 2009–10

โรนัลโดกำลังเลี้ยงลูกฟุตบอลหนีเดียโก ฟอร์ลัน ในนัดที่เจอกับ สโมสรฟุตบอลอัตเลติโกเดมาดริด ในช่วงฤดูกาล 2009-10

ในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ. 2009 สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด ได้ซื้อตัวโรนัลโดมาด้วยค่าตัวถึง 80 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติการซื้อนักฟุตบอลที่แพงที่สุดในโลกจากสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในประเทศอังกฤษ เขาได้รับตำแหน่งสวมเสื้อหมายเลข 9 โดยในฤดูกาลนี้โรนัลโดทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมโดยได้ลงเล่นเป็นตังจริงทั้งหมด ถึง 35 นัด ทำประตูไปได้ 33 ประตู ซึ่งครองดาวซัลโวสูงสุดของลาลิกา ในฤดูกาลนี้ โดยโรนัลโดได้ถูกเล่นในตำแหน่งกองหน้า และบางครั้งเขาอาจจะเล่นในตำแหน่งปีกขวา โรนัลโดทำประตูแรกตั้งแต่มาอยู่กับเรอัลมาดริดคือในนัดที่เจอกับสโมสรฟุตบอลอัตเลติโกเดมาดริด โดยเรอัลมาดริดชนะไป 2-0 และในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 2009 โรนัลโดได้ยิงลูกฟรีคิกระยะใก้ลถึงสองครั้งในนัดที่เจอกับเอฟซี ซูริช โดยเรอัลมาดริดชนะไป 5-2 ในเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่ม

ฤดูกาล 2010–11

โรนัลโดกับแกเร็ธ เบล ในนัดยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2010-11

พอเข้าสู่ฤดูกาลที่ 2 ของโรนัลโด เขาได้ถูกเปลี่ยนเบอร์ของเสื้อจากเบอร์ 9 เป็นเบอร์ 7 และได้เปลี่ยนผู้จัดการทีมมาเป็นโชเซ มูรีนโย ผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกสที่รู้จักในตัวของโรนัลโดเป็นอย่างดี ในวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 2010 ในนัดที่เรอัลมาดริดเจอกับราซินเดซันตันเดร์ โดยโรนัลโดทำประตูไปได้ถึง 4 ประตู ทำให้เรอัลมาดริดชนะไป 4-0 แล้วในนัดที่เจอกับ สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา โดยเรอัลมาดริดไปเยือนที่กัมนอว์ แพ้ไป 5-0 ซึ่งโรนัลโดก็ได้มีจังหวะยิงหลายครั้ง แล้วหลังจากในนัดนั้น เรอัลมาดริดได้เปิดบ้านพบกับอัตเลติกเดบิลบาโอ โดยในนัดนั้นโรนัลโดเกือบทำแฮตทริกได้โดยเขายิงไป 5 ประตู ในช่วงเวลาต่างกันไม่เกิน 6 นาที ทำให้ชนะไป 6-1 และในช่วงปลายปี ค.ศ. 2010 เขาได้ทำเกือบทำซูเปอร์แฮตทริกเป็นครั้งแรกในตัวของเขาโดยในถ้วยโกปาเดลเรย์กับเลบันเตอูเด โดยโรนัลโดทำไป 5 ประตู และแฮตทริกของการีม แบนเซมา ทำให้เรอัลมาดริดชนะไป 8-0

ฤดูกาล 2011–12

ความสำเร็จและการพัฒนาของโรนัลโดในช่วงอยู่กับเรอัลมาดริดเริ่มดีขึ้น โดยโรนัลโดซัดประตูในฤดูกาลนี้ไป 60 ประตู (รวมทุกรายการ) และได้เล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกไปจนถึงรอบรองชนะเลิศ แต่ก็แพ้ สโมสรฟุตบอลบาเยิร์นมิวนิก ไป 3-1 (ดวลจุดโทษ) แต่โรนัลโดก็สามารถนำทีมได้แชมป์ลาลิกา ได้เป็นครั้งที่ 32 ของสโมสร โดยในช่วงปลายฤดูกาล เรอัลมาดริดกับบาร์เซโลนาได้แข่งขันกันที่กัมนอว์ ในนัดที่ 2 ซึ่งโรนัลโดก็เป็นฮีโรโดยเขาได้ยิงประตูชัยสุดสำคัญในการนำทีมเรอัลมาดริดคว้าแชมป์ลาลิกาด้วยการชนะสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา ไป 2-1 ที่กัมนอว์ และจบอันดับ 1 ของตาราง และเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลของโลกที่ทำคะแนนได้ 100 คะแนน

ทีมชาติ

โรนัลโดลงเล่นในนัดที่เจอกับบราซิล

โรนัลโดได้ลงเล่นให้กับฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกส นัดแรกที่โปรตุเกสชนะคาซัคสถาน ไป 1-0 ในวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 2003[13]

ยูโร 2004

โรนัลโดได้ถูกเรียกตัวไปไปเล่นในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2004[14] ประตูแรกในนามทีมชาติชุดใหญ่ของเขาคือตอนที่โปรตุเกสชนะกรีซไป 2-1 ในรอบแบ่งกลุ่ม [15] และจากนั้นก็ยิงประตูต่อในนัดรอบก่อนรองชนะเลิศที่โปรตุเกสเจอกับเนเธอร์แลนด์ ซึ่งโปรตุเกสชนะไป 2-1[16] เขาได้เป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญของทีมนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำแห่งฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปของการแข่งขันแม้จะยิงได้เพียงแค่ 2 ประตู.[17]นอกจากนี้เขายังเป็นตัวแทนของทีมชาติโปรตุเกสในโอลิมปิกฤดูร้อน 2004[18][19]

ฟุตบอลโลก 2006

โรนัลโดกำลังลงเล่นให้กับทีมชาติโปรตุเกส

โรนัลโดได้เป็นรองดาวซัลโวในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ในโซนยุโรปด้วยการยิงไป 7 ประตู[17] และประตูแรกของเขาในฟุตบอลโลก คือนัดที่พบกับอิหร่าน ด้วยการยิงลูกโทษ[20] เมื่อมาถึงรอบคัดเลือกรอบสุดท้าย ได้พบกับอังกฤษในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2006 โรนัลโดได้พบเพื่อนร่วมทีมจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งก็คือ เวย์น รูนีย์ และรูนีย์ได้ไปทำฟาวล์ใส่กองหลังทีมชาติโปรตุเกสซึ่งคือ รีการ์ดู การ์วัลยู สื่ออังกฤษสันนิษฐานว่าโรนัลโดมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้ตัดสินโอราซีโอ เอลีซอนโด โดยอุกอาจบ่นหลังจากที่เขาได้เห็นตรงม้านั่งสำรองของทีมชาติโปรตุเกสหลังจากการไล่รูนีย์ออก หลังการแข่งขันโรนัลโดยืนยันว่ารูนีย์เป็นเพื่อนของเขาและว่าเขาไม่ได้เป็นคนที่เกี่ยวกับการไล่รูนีย์ออกจากสนาม[21] วันที่ 4 กรกฎาคม อริซอนโดได้บอกกับทางสื่อว่าการที่เขาแจกใบแดงให้รูนีย์เพราะเป็นการทำผิดของกฎฟุตบอลเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรนัลโดเลย[22]

หนังสือพิมพ์ของประเทศอังกฤษ ได้ประกาศข่าวร้ายของโรนัลโดเนื่องจากในข่าวบอกว่าเขาจะออกจากสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดจากเหตุใบแดงของรูนีย์[23] และเขาได้ถูกกล่าวลงในหนังสือกีฬาประจำวันของประเทศสเปนว่าเขาจะย้ายไปอยู่กับเรอัลมาดริด[24]และเมื่อเฟอร์กูสันผู้จัดการทีมได้ทราบเขาเลยส่งผู้ช่วยการ์ลุช ไกรอช เพื่อมาพูดคุยกับโรนัลโดเพื่อเปลี่ยนความคิดของเขาในการย้ายจากสโมสรเพราะเหตุการณ์ของรูนีย์[25][26] โรนัลโดตัดสินใจอยู่กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และทำสัญญาใหม่ของเขาเป็นเวลา 5 ปี ในเดือนเมษายน ค.ศ. 2007[27]

โรนัลโดถูกโห่ในระหว่างการแข่งขันโปรตุเกสกับฝรั่งเศสในรอบก่อนรองชนะเลิศซึ่งโปรตุเกสได้แพ้ไป[28] และพลาดรางวัลผู้เล่นของการแข่งขันที่ดีที่สุด.[29] แม้ว่าการโหวตออนไลน์รับผลกระทบเพียงกระบวนการสรรหา กลุ่มศึกษาทางเทคนิคของฟีฟ่าได้รับรางวัลเกียรติยศของเยอรมนีไปให้ลูคัส โพดอลสกี โดยอ้างว่าพฤติกรรมของโรนัลโดเป็นปัจจัยในการตัดสินใจ[30]


WWW.UFA266.COM

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *