ลิเวอร์พูลยืน 1 !เปิดโผ 12 อันดับทีมยิ่งใหญ่ที่สุดในเกาะอังกฤษ

ลิเวอร์พูลยืน 1 !เปิดโผ 12 อันดับทีมยิ่งใหญ่ที่สุดในเกาะอังกฤษ

ลิเวอร์พูลยืน 1 !เปิดโผ 12 อันดับทีมยิ่งใหญ่ที่สุดในเกาะอังกฤษ

UFA266 NEWS : ลิเวอร์พูลยืน 1 !เปิดโผ 12 อันดับทีมยิ่งใหญ่ที่สุดในเกาะอังกฤษ

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าในประเทศอังกฤษ สโมสรไหนยิ่งใหญ่ที่สุด แน่นอนว่าใครเป็นสาวกทีมไหนก็ต้องยกให้ทีมรักของตัวเองยิ่งใหญ่เหนือทีมอื่น แต่หากมองด้วยเหตุและผลพร้อมกับความสำเร็จบางครั้งก็อาจจะไม่ถูกใจบางคน คิดดูก็แล้วกันขนาด อาร์เซน่อล ชุดไร้พ่ายยังไม่ติด 1 ใน 5 ทีมยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการลูกหนังเมืองผู้ดี

เจมี่ คาร์ราเกอร์ กับ แกรี่ เนวิลล์ มีโอกาสได้พูดคุยเกี่ยวกับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอังกฤษ โดยพวกเขาได้จัดอันดับ 12 ทีมที่ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์ตลอดช่วง 3 ฤดูกาลติดต่อกัน โดยงานนี้ ลิเวอร์พูล ภายใต้การกุมบังเหียนของ บ็อบ เพสลี่ย์ ในช่วงระหว่างฤดูกาล 1975/76 จนถึง 1977/78 ครองอันดับ 1 หลังจากได้คะแนน 23 แต้ม

 

ลิเวอร์พูลยืน 1 !เปิดโผ 12 อันดับทีมยิ่งใหญ่ที่สุดในเกาะอังกฤษ

“ปู่บ็อบ” นำทัพ “เดอะ เร้ดส์” ผงาดครองความเป็นเจ้าลูกหนังยุโรปด้วยการคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) 2 สมัย, แชมป์ดิวิชั่น 1 (พรีเมียร์ลีก) 2 สมัย, ยูฟ่า คัพ และ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ อย่างละ 1 สมัย โดยพวกเขาเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ช่วงระหว่างฤดูกาล 2006/2007 ถึง 2008/2009 ยุคเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ด้วยคะแนนแบบสูสีสุดๆ

“เฟอร์กี้” นำขุนพล “ปีศาจแดง” ในยุคนั้นคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก, พรีเมียร์ลีก 3 สมัย, ลีก คัพ (คาราบาว คัพ) และฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ อย่างละ 1 สมัย “ผมไม่คิดว่าจะมีแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุดไหนที่จะมีนักเตะระดับโลกมากมายเท่ากับชุดนี้อีกแล้ว พวกเขามีผู้เล่น 8 หรือ 9 ตำแหน่งที่เกือบเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดของพวกเขา นี่คือทีมที่น่าเหลือเชื่อมากๆ ผมคิดว่านี่คือทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล” เนวิลล์ ระบุ

ขณะที่ ลิเวอร์พูล ในช่วงระหว่างฤดูกาล  1981/82 ถึง 1983/84 ติดอันดับ 3 โดยงานนี้ต้องขอบคุณผู้เล่นชั้นยอดที่นำความสำเร็จมากมายมาสู่ทีมได้แก่ เซอร์เคนนี่ ดัลกลิช, แกรม ซูเนสส์ และ อลัน เฮนเซ่น โดยทีมชุดนี้เป็นผลงานการคุมทัพของ เพสลี่ย์ ก่อนจะส่งไม้ต่อให้ โจ เฟแกน เป็นทายาทสืบสานความสำเร็จ

สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ชุดประวัติศาสตร์ช่วงระหว่างซีซั่น 1998/99 ถึง 2000/01 ที่ท่านเซอร์เฟอร์กี้ ปลุกปั้นจนถึงขั้นผงาดคว้าแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก, พรีเมียร์ลีก 3 สมัย, เอฟเอ คัพ และอินเตอร์คอนติแนนทัล คัพ โดยได้ 20 คะแนน

ในส่วนของ “เจ้าป่า” น็อตติงแฮม ฟอเรสต์  ช่วงระหว่างฤดูกาล 1977/78 ถึง  1979/80 ในยุคของไบรอัน คลัฟ ยังทำผลงานได้เหนือกว่า อาร์เซน่อล ชุด “ดิ อินวิซิเบิ้ล ” โดยทัพ “เดอะ กันเนอร์ส” ซึ่งเป็นเจ้าของสถิติไร้พ่ายในพรีเมียร์ลีก 49 แมตช์ติดต่อกันตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2003 ถึงเดือนตุลาคม 2004 ของ อาร์แซน เวนเกอร์ ติดอันดับ 6

    โดยผลงานของเหล่าขุนพล “ไอ้ปืนใหญ่” ในช่วงระหว่างฤดูกาล 2001/02 จนกระทั่งถึง 2003/04 พวกเขาคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก 2 สมัย, และเอฟเอ คัพ 2 สมัย โดย คาร์ราเกอร์ กล่าวว่า “ตอนที่ผมสู้กับ อาร์เซน่อล ชุดนั้น บางครั้งเวลาที่ผมลงสนาม ผมไม่มั่นใจเลย เพราะคุณรู้สึกว่าคุณไม่สามารถสู้กับสภาพร่างกายของพวกเขาได้” 

  “คุณรู้ว่าพวกเขามีนักเตะที่เหนือกว่าคุณ แต่พวกเขายังมีความรวดเร็ว และเต็มไปด้วยพละกำลังด้วย สำหรับช่วงเวลาระหว่าง 2 หรือ 3 ปี นี่คือทีมที่เก่งที่สุดที่ผมเคยสู้ด้วยในพรีเมียร์ลีก” ตำนานดาวเตะสารพัดประโยชน์ของ ลิเวอร์พูล กล่าว

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ไปยังการนำทางไปยังการค้นหา

สำหรับความหมายอื่น ดูที่ ลิเวอร์พูล (แก้ความกำกวม)
สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
Liverpool FC Logo.svg
ชื่อเต็ม สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
ฉายา The Reds
หงส์แดง (ฉายาในประเทศไทย)
ก่อตั้ง 3 มิถุนายน ค.ศ. 1892 (127 ปี)[1]
สนาม แอนฟีลด์
ความจุ 53,394[2]
เจ้าของ เฟนเวย์ สปอร์ต กรุป
ประธาน ทอม วอร์เนอร์
ผู้จัดการ เยือร์เกิน คล็อพ
ลีก พรีเมียร์ลีก
2018–19 พรีเมียร์ลีก, อันดับที่ 2
เว็บไซต์ เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเยือน
สีชุดที่สาม
 ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล (อังกฤษLiverpool Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพตั้งอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูลอังกฤษ แข่งขันอยู่ในพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของอังกฤษ โดยลิเวอร์พูลชนะเลิศ ยูโรเปียนคัพ 6 ครั้ง, ยูฟ่าคัพ 3 ครั้ง, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 4 ครั้ง, ลีกสูงสุด 18 ครั้ง, เอฟเอคัพ 7 ครั้ง, ลีกคัพ 8 ครั้ง, เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ 15 ครั้ง และ ฟุตบอลลีกซูเปอร์คัพ 1 ครั้ง

ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1892 และได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลลีกในปีต่อมา ลิเวอร์พูลใช้สนามแอนฟีลด์ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร ช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือช่วงทศวรรษที่ 1970 ถึง 1980 เมื่อ บิลล์ แชงคลีบ๊อบ เพสลีย์โจ เฟแกน และ เคนนี แดลกลีช พาทีมคว้าแชมป์ลีก 11 ครั้ง และคว้าถ้วยรางวัลยูโรเปียน 4 ใบ ต่อมา ภายใต้การคุมทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ และกัปตัน สตีเวน เจอร์ราร์ด ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนลีกสมัยที่ 5 เมื่อปี ค.ศ. 2005 และสมัยที่ 6 ภายใต้การคุมทีมของ เยือร์เกิน คล็อพ เมื่อปี ค.ศ. 2019

ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรฟุตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลกอันดับที่ 9 เมื่อปี 2016–17 ด้วยรายได้ประจำปี 424.2 ล้านยูโร[3] และสโมสรฟุตบอลที่มูลค่ามากที่สุดในโลกอันดับที่ 8 เมื่อปี 2018 ด้วยมูลค่า 1.944 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[4] เป็นหนึ่งในสโมสรที่มีผู้สนับสนุนมากที่สุดในโลก[5] ลิเวอร์พูลมีการแข่งขันที่ยาวนานกับสโมสรคู่แข่งกับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และ เอฟเวอร์ตัน

สโมสรได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมที่สำคัญ 2 ครั้ง ครั้งแรกที่โศกนาฏกรรมเฮย์เซลเมื่อปี ค.ศ. 1985 แฟนฟุตบอลทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันส่งผลให้อัฒจันทร์พังลงมา มีผู้เสียชีวิต 39 คน เป็นแฟนบอลยูเวนตุสชาวอิตาลี 32 คน, เบลเยียม 4 คน, ฝรั่งเศส 2 คน, และไอร์แลนด์ 1 คน และส่งผลให้ลิเวอร์พูลถูกสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรปแบนเป็นเวลา 6 ปี ต่อมาในปี ค.ศ. 1989 เกิดโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร แฟนบอลของลิเวอร์พูล 96 คนเสียชีวิต เนื่องจากมีคนแออัดเข้ามาชมเกมมากเกินความจุจึงทำให้อัฒจันทร์ยืนได้พังลงมา

ลิเวอร์พูลนั้นใช้เสื้อสีแดงและกางเกงขาสั้นสีขาวเป็นชุดแข่งขันมาตั้งแต่ ค.ศ. 1896[6] ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเต็มตัวเมื่อเล่นเป็นทีมเหย้าในปี ค.ศ. 1964 ฉายาในภาษาอังกฤษของลิเวอร์พูลคือ “The Reds” ในภาษาไทยคือ “หงส์แดง” มีเพลงประจำสโมสรคือ “You’ll Never Walk Alone”

ประวัติของสโมสร

ดูบทความหลักที่: ค.ศ. 1892–1959ค.ศ. 1959–85 และ ค.ศ. 1959–ปัจจุบัน

จอห์น โฮลดิง ผู้ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

จอห์น โฮลดิง นักธุรกิจชาวเมืองลิเวอร์พูลได้เช่าพื้นที่บริเวณ แอนฟีลด์ โรด เพื่อใช้สร้างสนามฟุตบอล และเมื่อสร้างเสร็จได้ให้เอฟเวอร์ตัน เช่าเป็นสนามแข่งขันฟุตบอล และเมื่อทีมเอฟเวอร์ตันได้เข้าสู่สมาชิกฟุตบอลลีก จอห์น โฮลดิง พยายามจะเข้าไปบริหารงานในทีมเอฟเวอร์ตันและได้เพิ่มค่าเช่าสนามที่ทีมฟุตบอลได้เช่าอยู่ใน ฝ่ายกลุ่มผู้บริหารของเอฟเวอร์ตันจึงยกเลิกสัญญาเช่าสนามฟุตบอล และทีมเอฟเวอร์ตันได้ย้ายสนามไปอีกฝากของสวนสาธารณะสแตนลีย์พาร์ก เพื่อไปสร้างสนามเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อสนามว่า กูดิสันพาร์ค ดังนั้น จอห์น โฮลดิง จึงต้องการสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมา และ จอห์น โฮลดิง จึงไปชวนเพื่อนสนิทของเขาชื่อ จอห์น แมคเคนน่า มาทำหน้าที่ประธานสโมสรและได้ตั้งชื่อทีมฟุตบอลนี้ว่า Liverpool Football Club

รูปปั้น บิลล์ แชงคลี ด้านนอก แอนฟีลด์ โดยแชงคลีพาทีมเลื่อนชั้นและคว้าแชมป์ดิวิชันหนึ่งได้สำเร็จตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947

หลังจากที่สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งได้ไม่นาน ได้จัดการแข่งขัดนัดอุ่นเครื่อง ซึ่งเป็นการลงสนามนัดแรกของทีมลิเวอร์พูลกับทีมร็อตเตอร์แฮม ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมลิเวอร์พูลชนะไปด้วยผลการแข่งขัน 7-1 และลิเวอร์พูล ได้ลงแข่งขันฟุตบอลลีกของแคว้น แลงคาเชียร์ ปรากฏว่าลิเวอร์พูลลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะ 17 นัด และได้แชมป์ไปครอง ส่งผลให้ทางสโมสรสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกซึ่งได้รับการยอมรับและถูกคัดเลือกให้ลงเล่นในดีวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1893-1894 สโมสรจึงได้เลือกสัญลักษณ์ของทีมเป็น นกลิเวอร์เบิร์ด (Liverbird) ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวณแม่น้ำเมอร์ซีย์ โดยที่ปากนกคาบใบไม้ไว้ ทีมลิเวอร์พูลได้ลงทำการแข่งขันอย่างเป็นทางในฟุตบอลลีก ดิวิชั่น 2 ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1893 โดยทีมลิเวอร์พูลออกไปเยือนทีมมิดเดิลสโบรห์ และทีมลิเวอร์พูลสามารถได้แชมป์มาครองโดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล (ทั้งหมด 28 นัด) แต่การคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ ทีมนิวตัน ฮีธ (ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) และลงแข่งขันที่สนามของทีมแบล็คเบิร์น ซึ่งทีมลิเวอร์พูลเอาชนะทีมนิวตัน ฮีธไปด้วยผล 2-0 และได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในที่สุด

สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2435 และก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรแนวหน้าของอังกฤษอย่างรวดเร็วจนประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2444 (ฤดูกาล 1900/01) และครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2449 (ฤดูกาล 1905/06) ครั้งที่ 3 และ 4 เป็นแชมป์สองฤดูกาลติดใน พ.ศ. 2465 กับ พ.ศ. 2466 (ฤดูกาล 1921/22 กับ 1922/23) แชมป์ลีกสูงสุดครั้งที่ 5 คือปี พ.ศ. 2490 (ฤดูกาล 1946/47) อย่างไรก็ตามลิเวอร์พูลพบกับช่วงตกต่ำต้องไปเล่นในในดิวิชัน 2 ใน พ.ศ. 2497 (ฤดูกาล 1953/54) ภายหลังจึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสโมสรในปี พ.ศ. 2502 สโมสรได้แต่งตั้ง บิลล์ แชงก์คลี เป็นผู้จัดการทีม เขาได้เปลี่ยนแปลงทีมไปอย่างมาก จนประสบความสำเร็จได้เลื่อนชั้นในปี พ.ศ. 2505 (ฤดูกาล 1961/62) และได้แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอีกครั้งใน พ.ศ. 2507 (ฤดูกาล 1963/64) หลังจากรอคอยมานานถึง 17 ปี บิล แชงก์ลี คว้าแชมป์เอฟเอคัพเป็นถ้วยแรกของสโมสรลิเวอร์พูลในปี พ.ศ. 2508 (ฤดูกาล 1964/65) และคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 อีกครั้งในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2509 (ฤดูกาล 1965/66) ความสำเร็จของแชงก์ลียังเดินหน้าต่อไป เมื่อลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพ พร้อมแชมป์ดิวิชั่น 1 ใน พ.ศ. 2516 (ฤดูกาล 1972/73) และเอฟเอคัพ อีกครั้งใน พ.ศ. 2517 (ฤดูกาล 1973/74) หลังจากนั้น บิลล์ แชงก์คลี ขอวางมือจากสโมสร โดยให้ผู้ช่วยของเขาสืบทอดตำแหน่ง ผู้จัดการทีมแทน นั่นคือ บ็อบ เพสส์ลี


WWW.UFA266.COM

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *