“หงส์”อาจได้แชมป์เร็วขึ้น ! เปิดโปรแกรมสุดโหด แมนซิตี้ ก่อนรับมือลิเวอร์พูล

“หงส์”อาจได้แชมป์เร็วขึ้น ! เปิดโปรแกรมสุดโหด แมนซิตี้ ก่อนรับมือลิเวอร์พูล

"หงส์"อาจได้แชมป์เร็วขึ้น ! เปิดโปรแกรมสุดโหด แมนซิตี้ ก่อนรับมือลิเวอร์พูล

UFA266 NEWS : “หงส์”อาจได้แชมป์เร็วขึ้น ! เปิดโปรแกรมสุดโหด แมนซิตี้ ก่อนรับมือลิเวอร์พูล

ดั่งนรกชั่งหรือสวรรค์แก้ ถึงทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องก้าวเข้าสู่โปรแกรมที่บอกเลยว่าสุดหฤโหดมากๆ สำหรับทัพ “เรือใบสีฟ้า” แม้ว่าพวกเขาจะมีขุมกำลังระดับโลกอยู่ในทีมมากมาย แต่การต้องลงเล่นติดๆ กันแบบ 3 วันเกม 4 วันแมตช์ คงยากที่ร่างกายจะฟื้นตัวได้ทัน ซึ่งนั่นอาจจะนำไปสู่การส่งให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาลนี้ ได้เร็วยิ่งขึ้น !!

ย้อนกลับไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ภัยธรรมชาติจากพายุ “เซียร่า” ถล่มหนัก จนเป็นเหตุให้จำเป็นต้องเลื่อนเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปะทะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ไปโดยปริยาย และล่าสุด พรีเมียร์ลีก ระบุโปรแกรมแข่งใหม่เรียบร้อยแล้ว โดย “เรือใบสีฟ้า” ต้องเปิดรังเอติฮัด สเตเดี้ยม รับมือ “ขุนค้อน” ในวันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์นี้

"หงส์"อาจได้แชมป์เร็วขึ้น ! เปิดโปรแกรมสุดโหด แมนซิตี้ ก่อนรับมือลิเวอร์พูล

 

แน่นอนว่าโปรแกรมดังกล่าวส่งผลให้ทีมของกุนซือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องลดช่วงเวลาพักผ่อนจากการพักเบรกหนีหนาวลงไปทันที จากเดิมที่จะได้พักตลอด 2 สัปดาห์ กลายเป็นเหลือแค่สัปดาห์ครึ่งเท่านั้น แถมหลังจบแมตช์ดวลทีมของกุนซือเดวิด มอยส์ แล้ว พวกเขาต้องเตรียมเดินทางไปเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ ที่สนามคิง พาวเวอร์ ในวันเสาร์ที่ 22 ก.พ.

นั่นหมายความว่า แมนฯ ซิตี้ ได้พักร่างกายเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น แต่ความหฤโหดของโปรแกรมเพชรสำหรับ “เรือใบสีฟ้า” ยังไม่หมดแค่นั้นเมื่อทีมได้เวลาพักไม่นานเพราะ 4 วันหลังจากนั้นก็ต้องเก็บเสื้อผ้าขึ้นเครื่องไปประเทศสเปน เพื่อทำศึกใหญ่กับ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ที่สนามซานติอาโก้ เบร์นาวเบว เกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย

 

"หงส์"อาจได้แชมป์เร็วขึ้น ! เปิดโปรแกรมสุดโหด แมนซิตี้ ก่อนรับมือลิเวอร์พูล

 

ด้วยความที่ทีมแข็งแกร่งเหลือเกินทำให้พวกเขาทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ศึกคาราบาว คัพ ปะทะ แอสตัน วิลล่า ที่สนามเวมบลีย์ โดยโปรแกรมรายการนี้จะจัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม นั่นหมายความว่า แมนฯ ซิตี้ มีเวลาเตรียมตัวไม่ถึง 4 วันเท่านั้น หลังเสร็จศึกใหญ่ที่แดนกระทิงดุ

เสร็จภารกิจจากการชิงถ้วยใบเล็กสุดในวงการลูกหนังเมืองผู้ดีแล้ว แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีเวลาพักฟื้นร่างกายไม่เกิน 3 วันก็ต้องลงฟาดแข้งในเกม เอฟเอ คัพ รอบ 5 เยือน เชฟฟิลด์ เว้นด์สเดย์ ในวันที่ 4 มี.ค. ซึ่งแน่นอนว่าสภาพร่างกายของนักเตะตัวหลักคงเริ่มมีอาการอ่อนล้า

 

"หงส์"อาจได้แชมป์เร็วขึ้น ! เปิดโปรแกรมสุดโหด แมนซิตี้ ก่อนรับมือลิเวอร์พูล

 

กระนั้นเหมือนฟ้าชั่งเพราะแมตช์ต่อไปที่ “เรือใบสีฟ้า” ต้องลงสนาม เป็นเกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้แมตช์ ในศึกพรีเมียร์ลีก เยือน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่งแน่นอนว่าเกมนี้ขึ้นชื่อว่าศักดิ์ศรีทั้งสองทีมคงเตะกันไฟแล่บ หลังจากนั้นทีมได้พักประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะมาเจอเกมเบาๆ ในบ้านตัวเองรับมือ เบิร์นลี่ย์ วันที่ 14 มี.ค.

จากนั้นพวกเขาก็ต้องมาเจองานสุดหินอีกครั้งเมื่อต้องเปิดรังเอติฮัด สเตี้ยม รับมือทีมของกุนซือซีเนดีน ซีดาน ในการชิงชัยถ้วยใบโตยุโรป รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัด 2 วันอังคารที่ 17 มี.ค. ตามด้วยการออกไปเยือน “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ในเกมลีกอีก 4 วันถัดมา

สำหรับโปรแกรมต่อจากนั้นก็คือรับมือ ลิเวอร์พูล ในวันเสาร์ที่ 4 เมษายน โดยเมื่อถึงวันนั้น ไม่รู้ว่าสถานการณ์ของ แมนฯ ซิตี้ กับ “หงส์แดง” ยังคงต้องขับเคี่ยวการแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีก กันหรือเปล่า ฉะนั้นคงต้องรอดูกันต่อไป

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี
Manchester City FC badge.svg
ชื่อเต็ม สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี
ฉายา เรือใบสีฟ้า (ไทย), ซิตี, เดอะซิติเซน
ก่อตั้ง 1880; 140 ปีที่แล้ว ในชื่อ เซนต์มากส์ (เวสต์กอร์ตัน)
16 เมษายน 1894; 125 ปีก่อน ในชื่อ แมนเชสเตอร์ซิตี
สนาม สนามกีฬาซิตีออฟแมนเชสเตอร์
ความจุ 55,017[1]
เจ้าของ ซิตีฟุตบอลกรุป
ประธาน คัลดูน อัล มูบารัค
ผู้จัดการ เปป กวาร์ดิโอลา
ลีก พรีเมียร์ลีก
2018–19 พรีเมียร์ลีก อันดับที่ 1
เว็บไซต์ เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเยือน
สีชุดที่สาม
 ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี (อังกฤษManchester City Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลในลีกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ตั้งอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2423 ในชื่อ เซนต์มากส์ (เวสต์กอร์ตัน) และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น สโมสรฟุตบอลอาร์ดวิก ในปี พ.ศ. 2430 และชื่อล่าสุดคือ แมนเชสเตอร์ซิตี ในปี พ.ศ. 2437 โดยใช้ สนามกีฬาซิตีออฟแมนเชสเตอร์ เป็นสนามเหย้าตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ซึ่งก่อนหน้านั้นได้ใช้สนาม เมนโรด เป็นสนามเหย้าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2466

ประวัติของสโมสร

สโมสรฟุตบอล

ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2423 (ค.ศ. 1880) ในชื่อทีม เซนต์มากส์ (เวสต์กอร์ตัน) โดยมี แอนนา คอนเนลล์ และ ผู้ดูแลโบสถ์ เซนต์มากส์ อีก 2 คน เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง

แต่เดิม ทีมนี้ตั้งอยู่ที่ ตำบลกอร์ตัน ทางตะวันออก ของเมืองแมนเชสเตอร์ ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่สนามใหม่ ในย่านไฮด์ โรด ของเมืองอาร์ดวิก ใกล้กับแมนเชสเตอร์ และได้เปลี่ยนชื่อทีมไปเป็น “อาร์ดวิกเอเอฟซี” ตามสถานที่ตั้ง จากนั้น อาร์ดวิก ได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลลีกอังกฤษ ในฐานะสมาชิกก่อตั้ง ในระดับดิวิชัน 2 เมื่อปี พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892)

กระทั่งถึง ฤดูกาล 2436 – 2437 (ค.ศ. 1893 – 1894) ทีมมีปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก จนต้องมีการรื้อระบบการบริหารทีมครั้งใหญ่ และเปลี่ยนชื่อเป็น “แมนเชสเตอร์ซิตีฟุตบอลคลับ” จนถึงปัจจุบัน

ทีมได้เริ่มต้นความยิ่งใหญ่ ด้วยการเป็นแชมป์ ฟุตบอลลีกดิวิชัน 2 ของอังกฤษ เป็นแชมป์แรก เมื่อปี พ.ศ. 2442 (ค.ศ. 1899) ทำให้พวกเขาเลื่อนชั้นขึ้นไปอยู่ในดิวิชัน 1 ลีกสูงสุดของอังกฤษ (ในเวลานั้น) ก่อนจะมาได้แชมป์เอฟเอคัพ หลังเฉือนชนะ โบลตัน 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศ เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904)

ขณะที่ผลงานกำลังไปได้ดี แต่กลับเกิดเพลิงไหม้ สนาม “ไฮด์โรด” ในปี พ.ศ. 2463 (ค.ศ. 1920) อัฒจันทร์หลักเสียหายอย่างมาก จนทำให้ต้องย้ายไปใช้ สนาม “เมนโรด” เป็นสนามเหย้าแห่งใหม่ ในปี พ.ศ. 2466 (ค.ศ. 1923)

กระทั่งในปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) ได้ย้ายสนามเหย้าอีกครั้ง ไปที่ “เอติฮัดสเตเดียม” ซึ่งเป็นสนามปัจจุบัน ที่มีความโอ่อ่าทันสมัย มีความจุถึง 48,000 ที่นั่ง โดยเช่าจากสภาเมืองแมนเชสเตอร์เป็นเวลาถึง 250 ปี และใช้เงินอีกราว 35 ล้านปอนด์ ในการปรับปรุงสนาม หลังจากใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาเครือจักรภพ ในปี พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002)

การย้ายมาใช้สนามเหย้าแห่งใหม่ ทำให้สามารถรองรับแฟนบอลได้มากขึ้น เนื่องจากเป็นทีมที่มีแฟนบอลมากเป็นพิเศษ และติดตามเชียร์อย่างเหนียวแน่นมาตลอด แม้ทีมจะตกลงไปสู่ดิวิชันต่ำๆ ในหลายครั้งก็ตาม ปัจจุบัน ทีมมียอดผู้ชมในนัดเหย้า เฉลี่ยกว่า 39,000 คน ต่อนัด และคาดว่าจะมีชาวอังกฤษไม่ต่ำกว่า 400,000 คน และคนทั่วโลก อีกกว่า 2 ล้านคน ที่เป็นแฟนบอลของทีม

สนามฟุตบอลเอติฮัด สนามเหย้าของสโมสร

นับตั้งแต่ก่อตั้งทีม กว่า 1 ศตวรรษ มีเกียรติยศที่บันทึกไว้ คือ เป็นแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัย ในปี พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) และ พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) แชมป์เอฟเอคัพ 4 สมัย แชมป์ฟุตบอลลีกคัพ 2 สมัย และ เป็นแชมป์ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ อีก 1 สมัย

ในยุคที่นับว่ารุ่งเรืองที่สุด คือ ช่วงปลายปี พ.ศ. 2500เรื่อยมา เนื่องจากทีมชุดนี้ สามารถขึ้นไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้หลายรายการ โดยมี โจ เมอร์เซอร์ เป็นผู้จัดการทีม และ มัลคอล์ม อัลลิสสัน เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีม รวมถึง มียอดนักเตะชื่อดังมากมาย อาทิ โคลิน เบลล์

แต่หลังจากเป็นแชมป์ลีกคัพ ในปี พ.ศ. 2519 (ค.ศ. 1976) พวกเขาก็ไม่ได้ขึ้นถึงตำแหน่งแชมป์ ในรายการสำคัญอีกเลย และยังมีผลงานไม่ค่อยดีนักมาตลอด โดยเฉพาะ ในช่วงปี พ.ศ. 2530 พวกเขาต้องตกชั้น 2 ครั้ง ในรอบ 3 ปี จนลงไปอยู่ใน ดิวิชัน 3 เดิม อยู่ถึง 1 ปี

อย่างไรก็ตาม ทีมก็สามารถกลับขึ้นมาสู่ลีกสูงสุด และยังคงรักษาตัวไว้ได้อย่างมั่นคง แม้ผลงานของทีม มักอยู่ในช่วงกลางตาราง ค่อนไปทางท้ายก็ตาม โดยจบ ฤดูกาล 2006-2007 ในอันดับที่ 14 ของพรีเมียร์ลีก

ในฤดูกาล 2011-2012 แมนเชสเตอร์ซิตี มีผลงานดีมาโดยตลอดตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา โดยขึ้นเป็นที่ 1 ของตารางคะแนน และยึดอันดับนี้มาตลอด และมีบางช่วงที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คู่ปรับร่วมเมืองขึ้นแซงไปเป็นที่ 1 บ้าง จนกระทั่งมาจนถึงวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของการแข่งขัน ทั้งคู่มีคะแนนเท่ากัน คือ 86 คะแนน แต่ผลต่างของประตูได้เสียของแมนเชสเตอร์ซิตีดีกว่าถึง 8 ลูก โดยแมนเชสเตอร์ซิตีจะต้องพบกับ ควีนปาร์คแรนเจอส์ ที่เอติฮัดสเตเดียม สนามของตนเอง ขณะที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายออกไปเยือน ซันเดอร์แลนด์ ซึ่งทั้งคู่ต้องการชัยชนะทั้งคู่ หากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ชนะ แล้วแมนเชสเตอร์ซิตีทำได้แค่เสมอหรือแม้กระทั่งแพ้ แชมป์จะตกอยู่ที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทันที ปรากฏว่าแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เอาชนะซันเดอร์แลนด์ไปได้ 0-1 ประตู แล้วในเกมที่แมนเชสเตอร์ซิตีพบกับควีนปาร์คแรนเจอส์นั้น แมนเชสเตร์ซิตีไม่อาจทำอะไรได้อย่างถนัดถนี่เกือบตลอดการแข่งขัน เพราะนักฟุตบอลแต่ละคนถูกประกบตลอด และกลายเป็นควีนปาร์คแรนเจอร์สขึ้นนำไป 1-2 ประตู ในนาทีที่ 60 จนกระทั่งถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แมนเชสเตอร์ซิตี พลิกกลับขึ้นมานำในนาทีที่ 91 และ 94 อย่างปาฏิหาริย์ ชนะไป 3-2 และได้แชมป์พรีเมียร์ลีกไปครอง หลังจากรอคอยมานานกว่า 44 ปี[2]

แต่ในฤดูกาลถัดมา แมนเชสเตอร์ซิตีกลับไม่ประสบความสำเร็จ โดยไม่ได้แชมป์อะไรเลย อีกทั้งเมื่อเข้าชิงเอฟเอคัพกับ วีแกนแอธเลติก ซึ่งเป็นทีมขนาดเล็กกว่าที่เพิ่งเคยเข้าชิงแชมป์ถ้วยใบนี้เป็นครั้งแรก ก็กลับเป็นฝ่ายแพ้ไป 0-1 ทำให้หลังจากนั้นไม่นาน ผู้บริหารทีมตัดสินใจปลด โรแบร์โต มันชีนี ผู้จัดการชาวอิตาเลียนออกจากตำแหน่ง[3]

คู่แข่งร่วมเมือง

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตีมีทีมคู่แข่งร่วมเมือง คือ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แต่มีที่มาในการเป็นคู่แข่ง แตกต่างกับสโมสรฟุตบอลร่วมเมืองทีมอื่น ๆ เช่น เมืองกลาสโกว์ (เรนเจอส์กับเซลติก) ที่มีความแตกต่างในด้านการเมืองและศาสนา

ส่วนในกรณีของแมนเชสเตอร์ซิตีและแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดนั้น มีเหตุมาจาก ในสมัยก่อน เกิดความยากลำบากในการเดินทางไปมาหาสู่กัน แม้ทุกวันนี้ จะเดินทางได้ด้วยความสะดวกสบายแล้ว แต่ก็สายเกินไป ที่จะกลับมาญาติดีต่อกันได้

อีกประการหนึ่ง คือ แฟนบอลชาวอังกฤษของซิตี ส่วนมากอยู่ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ส่วนแฟนของยูไนเต็ดมีไม่น้อยที่อยู่เมืองอื่นด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *