เกมรับแน่นปึ้ก! เจาะลึกสถิติแนวรับแมนยูคลีนชีทเบอร์ต้นของยุโรป

เกมรับแน่นปึ้ก! เจาะลึกสถิติแนวรับแมนยูคลีนชีทเบอร์ต้นของยุโรป

เกมรับแน่นปึ้ก! เจาะลึกสถิติแนวรับแมนยูคลีนชีทเบอร์ต้นของยุโรป

UFA266 NEWS : เกมรับแน่นปึ้ก! เจาะลึกสถิติแนวรับแมนยูคลีนชีทเบอร์ต้นของยุโรป

แฟนแมนฯยูไนเต็ดกำลังชื่นชมผลงานเกมรุกอันสวยหรูนับตั้งแต่ได้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส เข้ามาร่วมทัพ แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนมองข้ามในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้คือสถิติเกมรับของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สุดยอดไม่แพ้กัน แฟนผีหลายคนอาจจะบ่นเรื่องเกมรับที่ยังมีผิดพลาดให้เห็นตลอดแต่ไปๆมาๆหากนับรวมทุกรายการพวกเขาเก็บคลีนชีทได้เป็นอันดับ 2 ของ 5 ลีกใหญ่ยุโรปเลยทีเดียว

ตอนนี้พวกเขาเก็บคลีนชีทถึง 7 นัดจาก 9 เกมในทุกรายการ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 2 ปี แน่นอนว่า สถิติการคลีนชีทนี้หมายความว่าพวกเขาไม่แพ้ใครมาแล้ว 9 เกมติดต่อกันแล้ว ส่วนสองเกมที่พลาดเก็บคลีนชีทนั้นก็มาจากความผิดพลาดของผู้รักษาประตูทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น ดาบิด เด เคอา ซึ่งเตะพลาดในเกมกับ เอฟเวอร์ตัน และ เซร์คิโอ โรเมโร่ ออกมาตัดบอลพลาดในเกมกับ คลับ บรูช

มองในอีกมุมหนึ่งก็ถือว่าผีแดงมีโชคช่วยด้วยเหมือนกันเพราะแมนฯยูไนเต็ดมีสถิติการโดนส่องประตูถึง 109 ครั้ง (ตรงกรอบ 29 ครั้ง) ใน 8 เกมที่ผ่านมา แต่ก็ยังเสียแค่ 2 ลูกเท่านั้น ความจริงพวกเขาโดนส่องประตูต่อเกมเฉลี่ยมากกว่าช่วงก่อนหน้านี้เสียอีก

เกมรับแน่นปึ้ก! เจาะลึกสถิติแนวรับแมนยูคลีนชีทเบอร์ต้นของยุโรป

ภาพสถิติการโดนส่องประตูของแมนฯยูไนเต็ดระหว่าง 36 เกมแรกกับ 9 เกมหลังสุด
ขอบคุณภาพจาก Sky Sports

จากภาพด้านบนจะเห็นว่า ตอน 36 เกมแรก แมนฯยูไนเต็ด จะเสียประตู 1 ลูกต่อการโดนยิงประมาณ 10 ครั้ง แต่ในช่วง 9 เกมที่ผ่านมาผีแดงมีสถิติที่ดีขึ้นเมื่อเสียประตู 1 ลูกต่อการโดนยิงประมาณ 55 ครั้ง โดยเกมที่ทำให้ แมนฯยูไนเต็ด มีค่าเฉลี่ยการโดนยิงประตูเยอะขนาดนี้คือเกมเยือนเอติฮัด สเตเดี้ยม ในคาราบาว คัพ (ชนะ 1-0) และเกมเยือน สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในพรีเมียร์ลีก (ชนะ 2-0) ซึ่งโดนยิงรวมกันทั้งสองเกม 30 ครั้ง

ในซีซั่นนี้ทีมพรีเมียร์ลีกมีค่าเฉลี่ยเสียประตู 1 ลูกต่อการโดนยิง 9.2 ครั้ง ซึ่งแมนฯยูไนเต็ด ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเพราะมีค่าเฉลี่ยเสียประตูต่อการโดนยิง 9.9 ครั้ง ส่วนอันดับหนึ่งนั้นไม่แปลกใจเพราะลิเวอร์พูลมีสถิติเสียประตูต่อการยิงโดนยิงถึง 13.4 ครั้ง ขณะที่ เชลซี รั้งบ๊วยด้วยการเสียประตูต่อการโดนยิง 6.3 ครั้ง

นอกจากนี้ แมนฯยูไนเต็ด อยู่ในอันดับ 2 ทีมที่เก็บคลีนชีทได้มากที่สุดของ 5 ลีกใหญ่ยุโรปเป็นรองเพียงแค่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เท่านั้น โดยเก็บคลีนชีทไปทั้งหมด 19 นัด ซึ่งมีถึง 11 นัดที่มาจากช่วงหลังปีใหม่

คู่หูแม็กไกวร์-ลินเดอเลิฟ

เกมรับแน่นปึ้ก! เจาะลึกสถิติแนวรับแมนยูคลีนชีทเบอร์ต้นของยุโรป

สถิติของ แม็กไกวร์ และ ลินเดอเลิฟ ในช่วง ส.ค. – บ็อกซิ่ง เดย์ / นับตั้งแต่ 28 ธ.ค.
ขอบคุณภาพจาก Sky Sports

คู่หูแฮร์รี่ แม็กไกวร์ และวิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ มีพัฒนาการขึ้นอย่างชัดเจน ในช่วง 19 เกมแรกที่ทั้งสองออกตาร์ทตัวจริงในพรีเมียร์ลีก ทีมเก็บคลีนชีทได้แค่ 2 นัดเท่านั้น แถมโดนสอยตาข่ายไปถึง 23 ประตูด้วยกัน ทว่าช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา พวกเขาเก็บถึง 8 คลีนชีทจาก 12 เกมที่ลงเล่นเป็นตัวจริง แน่นอนว่าอาจจะต้องขอบคุณการกลับมาของ เนมานย่า มาติช ที่ช่วยให้เกมรับแน่นขึ้นด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องดีคือการที่ แมนฯยูไนเต็ด เปลี่ยนระบบการเล่นทั้งการใช้หลัง 3 ตัวและหลัง 4 ตัวโดยที่ไมกระทบกับผลงานเกมรับมากนัก บางนัดพวกเขาเก็บผลการแข่งขันที่ดีด้วยการใช้ระบบกองหลัง 3 คนไม่ว่าจะเป็นการเก็บชัยชนะถึง 2 ครั้งที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์, ชัยชนะที่ เอติฮัด สเตเดี้ยมในคาราบาว คัพ หรือเกมแดงเดือดที่เสมอกับ ลิเวอร์พูล

เกมรับแน่นปึ้ก! เจาะลึกสถิติแนวรับแมนยูคลีนชีทเบอร์ต้นของยุโรป

สถิติเฮด-ทู-เฮดของทีมอันดับ 1-6
ขอบคุณภาพจาก Sky Sports

ปิดท้ายด้วยสถิติที่เปลี่ยนแปลงได้ชัดคือผลการแข่งขันเมื่อเจอกับทีมที่เกาะกลุ่มหัวตาราง มีเพียงแค่ ลิเวอร์พูล เท่านั้นที่เก็บแต้มได้มากกว่าพวกเขา จากการชนะ 7 ครั้ง แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดจากรูปคือผีแดงเสียประตูในการดวลทีมกลุ่มหัวตารางแค่ 5 ลูกเท่ากับ หงส์แดง ต่างจากฤดูกาลที่แล้วอย่างสิ้นเชิงซึ่งเมื่อเจอกับทีมอันดับ 1-6 ของซีซั่นก่อนพวกเขาเสียไปถึง 18 ประตูด้วยกัน

น่าสนใจว่าอาทิตย์นี้ในแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้แมตช์ ผีแดง จะต้องเจอกับทีมที่ยิงประตูมากที่สุดในลีกอย่าง แมนฯซิตี้ มารอดูกันว่าเกมรับปีศาจแดงจะเอาอยู่หรือไม่?

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
Manchester United FC crest.svg
ชื่อเต็ม สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
ฉายา ปีศาจแดง
ผีแดง (ในภาษาไทย)
ก่อตั้ง 1878; 142 ปีที่แล้ว ในชื่อ สโมสรฟุตบอลนิวตันฮีตแอลวายอาร์
1902; 118 ปีที่แล้ว ในชื่อ สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
สนาม โอลด์แทรฟฟอร์ด
ความจุ 74,879[1]
เจ้าของ บริษัท แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด จำกัด (มหาชน) (NYSEMANU)
ประธานร่วม โจเอล และ อัฟราม เกลเซอร์
ผู้จัดการ อูเลอ กึนนาร์ ซูลชาร์
ลีก พรีเมียร์ลีก
2018−19 พรีเมียร์ลีก, อันดับที่ 6
เว็บไซต์ เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเยือน
สีชุดที่สาม
 ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (อังกฤษManchester United Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ มีที่ตั้งอยู่ที่โอลด์แทรฟฟอร์ดในเมืองแมนเชสเตอร์ ปัจจุบันเล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดในระบบลีกฟุตบอลอังกฤษ สโมสรก่อตั้งในชื่อ สโมสรฟุตบอลนิวตันฮีตแอลวายอาร์ เมื่อปี ค.ศ. 1878 จากนั้นเปลี่ยนชื่อมาเป็น แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เมื่อปี ค.ศ. 1902 และย้ายไปเล่นในสนามปัจจุบันคือโอลด์แทรฟฟอร์ด เมื่อปี ค.ศ. 1910

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในหลายสโมสรในอังกฤษ[2][3] โดยเป็นแชมป์ลีก 20 สมัย เอฟเอคัพ 12 สมัย ลีกคัพ 5 สมัย และ เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ 21 สมัย อีกทั้งพวกเขายังได้ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 3 สมัย ยูฟ่ายูโรปาลีก 1 สมัย ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1 สมัย ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 1 สมัย ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปและอเมริกาใต้ 1 สมัย และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 1 สมัย ในฤดูกาล 1998–99 สโมสรกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลอังกฤษที่คว้าแชมป์เทรเบิล[4] โดยการคว้าแชมป์ยูฟ่ายูโรปาลีกในฤดูกาล 2016–17 พวกเขากลายเป็นหนึ่งในหน้าสโมสรที่คว้าแชมป์ทั้งสามรายการการแข่งขันของยูฟ่า

ภัยพิบัติทางอากาศมิวนิกเมื่อปี ค.ศ. 1958 ได้คร่าชีวิตผู้เล่นแปดคน ในปี ค.ศ. 1968 ภายใต้การจัดการทีมของแมตต์ บัสบี แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรฟุตบอลทีมแรกของอังกฤษที่ได้แชมป์ยูโรเปียนคัพ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พาทีมคว้าแชมป์ 38 ถ้วยตลอดการเป็นผู้จัดการทีม ไม่ว่าจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 13 สมัย เอฟเอคัพ 5 สมัย และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2 สมัยในระหว่างปี ค.ศ. 1986 และ ค.ศ. 2013[5][6][7] จากนั้นเขาได้ประกาศเกษียณตัวเองไป

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดคือสโมสรที่มีรายได้สูงที่สุดในโลกสำหรับฤดูกาล 2016–17 ด้วยรายได้ต่อปีเป็นจำนวน 676.3 ล้านปอนด์[8] และเป็นสโมสรที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในปี ค.ศ. 2018 เป็นมูลค่า 3.1 พันล้านปอนด์[9] ณ เดือนมิถุนายน ค.ศ. 2015 สโมสรมีมูลค่าแบรนด์ฟุตบอลที่สูงที่สุดในโลก คาดว่ามีมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[10][11] หลังจากเกิดการลอยตัวในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนในปี ค.ศ. 1991 สโมสรถูกซื้อโดยมัลคอม เกลเซอร์ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2005 ในข้อตกลงมูลเกือบ 800 ล้านปอนด์ หลังจากนั้นบริษัทกลับมาเป็นบริษัทเอกชน ก่อนจะกลายมาเป็นบริษัทมหาชนอีกครั้งในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2012 เมื่อพวกเขาได้ทำการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีผู้สนับสนุนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก[12][13] และมีทีมคู่แข่งคือลิเวอร์พูลแมนเชสเตอร์ซิตีอาร์เซนอล และลีดส์ยูไนเต็ด

ประวัติของสโมสร

ช่วงปีแรก (1878–1945)

แผนภูมิแสดงความก้าวหน้าของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในระบบลีกฟุตบอลอังกฤษ ตั้งแต่เป็นนิวตันฮีตในฤดูกาล1892–93 จนถึงปัจจุบัน

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเดิมใช้ชื่อว่า สโมสรฟุตบอลนิวตันฮีตแอลวายอาร์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1878 โดยพนักงานแผนกขนส่งและเกวียนของสถานีรถไฟแลงคาเชียร์และยอร์กเชียร์ ที่สถานีในนิวตันฮีต[14] เป็นการตั้งทีมขึ้นเพื่อเล่นกับแผนกอื่น ๆ และ บริษัทการรถไฟ แต่เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1880 พวกเขาแข่งขันกันในนัดแรกที่มีการบันทึกไว้ โดยใส่เสื้อสีประจำบริษัท – เขียนและทอง – พวกเขาบุกพ่ายทีมสำรองของโบลตันวอนเดอเรอส์ ด้วยคะแนน 6–0[15] โดยปี ค.ศ. 1888 สโมสรได้กลายเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของเดอะคอมบิเนชัน ลีกฟุตบอลระดับภูมิภาค หลังจากการสลายตัวของลีกเพียงฤดูกาลเดียวนิวตันฮีทเข้าร่วมการจัดตั้ง ฟุตบอลอัลไลแอนซ์ ซึ่งดำเนินมาสามฤดูกาลก่อนที่จะถูกรวมเข้ากับฟุตบอลลีก ส่งผลให้สโมสรเริ่มฤดูกาล 1892–93 ในเฟิสต์ดิวิชัน ตามมาด้วยการแยกตัวเป็นอิสระจากบริษัทการรถไฟและนำชื่อ “แอลวายอาร์” ออก[14] หลังผ่านไปสองฤดูกาล สโมสรตกชั้นสู่เซคันด์ดิวิชัน[14]

ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในฤดูกาล 1905–06 ซึ่งพวกเขาจบอันดับด้วยตำแหน่งรองชนะเลิศในเซคันด์ดิวิชัน

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1902 สโมสรติดหนี้เป็นจำนวน 2,670 ปอนด์ หรือเท่ากับ 280,000 ปอนด์ในปี ค.ศ. 2019 จนมีคำสั่งให้เลิกกิจการ[16] กัปตันทีม แฮร์รี สแตฟเฟิร์ด จึงไปพบกับนักธุรกิจสี่คน รวมถึงจอห์น เฮนรี เดวีส์ (ซึ่งต่อมากลายเป็นประธานสโมสร) แต่ละคนยินดีที่จะลงทุน 500 ปอนด์เพื่อแลกกับผลประโยชน์โดยตรงในการบริหารสโมสร พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อสโมสรในภายหลัง[17] ทำให้เมื่อวันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 1920 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเป็นทางการ[18][nb 1] ภายใต้การเป็นผู้จัดการทีมในปี ค.ศ. 1903 ของเออร์เนสต์ มังแนล ทีมจบอันดับด้วยตำแหน่งรองชนะเลิศในเซคันด์ดิวิชันได้ในปี ค.ศ. 1906 และได้เลื่อนชั้นสู่เฟิสต์ดิวิชัน ซึ่งพวกเขาชนะเลิศและได้แชมป์ลีกสมัยแรกของสโมสรในปี ค.ศ. 1908 และเริ่มต้นฤดูกาลต่อมาด้วยแชมป์แชริตีชีลด์สมัยแรกของสโมสร[19] และจบฤดูกาลด้วยการเป็นแชมป์เอฟเอคัพสมัยแรกของสโมสรเช่นเดียวกัน ต่อมาแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้แชมป์เฟิสต์ดิวิชันสมัยที่สองได้ในปี ค.ศ. 1991 แต่เมื่อฤดูกาลต่อมาได้สิ้นสุดลง มังแนลออกจากสโมสร และเข้าร่วมแมนเชสเตอร์ซิตีแทน[20]

ในปี ค.ศ. 1993 สามปีหลังการเริ่มต้นใหม่ของฟุตบอลหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจบลง สโมสรตกชั้นสู่เซคันด์ดิวิชัน และได้เลื่อนชั้นอีกทีในปี ค.ศ. 1925 จากนั้นตกชั้นอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1931 สโมสรจึงกลายเป็นโยโย่คลับ และจบด้วยอันดับที่ 20 ในเซคันด์ดิวิชันปี ค.ศ. 1934 ซึ่งเป็นอันดับที่ต่ำสุดในตลอดกาล หลังจากการเสียชีวิตของจอห์น เฮนรี เดวีส์ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1927 สถานะการเงินของสโมสรแย่ลงจนดูเหมือนแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอาจล้มละลายหากไม่ได้ เจมส์ ดับเบิลยู. กิบสัน ลงทุน 2,000 ปอนด์และเข้าควบคุมกิจการสโมสรในเดือน ธันวาคม ค.ศ. 1931[21]ในฤดูกาล 1938–39 ปีสุดท้ายของฟุตบอลก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง สโมสรจบอันดับที่ 14 ในเฟิสต์ดิวิชัน[21]

ปีของบัสบี (1945-1969)

เดอะบัสบีเบปส์ในเดนมาร์กปี ค.ศ. 1955

ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1945 การกลับมาแข่งฟุตบอลอีกครั้งกำลังจะเกิดขึ้นจนนำไปสู่การแต่งตั้งแมตต์ บัสบี เป็นผู้จัดการทีม ผู้ปฏิวัติสโมสรครั้งใหญ่ทั้งการเลือกตัว ซื้อขายนักเตะ และการฝึกซ้อม[22] บัสบีนำทีมจบอันดับสองในลีก ปี ค.ศ. 1947, 1948 และ 1949 และชนะเลิศเอฟเอคัพในปี ค.ศ. 1948 ปี ค.ศ. 1952 สโมสรชนะเลิศในเฟิสต์ลีกดิวิชันได้ครั้งแรกในรอบ 41 ปี[23]ด้วยนักเตะอายุเฉลี่ยแค่ 22 ปี และสามารถครองแชมป์ได้ติดต่อกันในปี ค.ศ. 1956 และ 1957 สื่อมวลชนได้ขนานนามทีมว่า “เดอะบัสบีเบปส์”[24] ในปี ค.ศ. 1957 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรแรกของอังกฤษที่สามารถคว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพได้ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าปีนั้นเชลซี มีโอกาสก่อนจากการเข้าชิงเมื่อฤดูกาลที่แล้ว[25] ซึ่งพวกเขาพ่ายให้กับเรอัลมาดริด ทีมที่สามารถเอาชนะอันเดอร์เลคต์ แชมป์ลีกของเบลเยียมได้ด้วยคะแนน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในการชนะคู่แข่งของสโมสร[26]

แผ่นหินสลักเพื่อเป็นเกียรติให้กับนักเตะที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตกที่มิวนิก

ฤดูกาลถัดมา ระหว่างการเดินทางกลับจากการแข่งขันรายการยูโรเปียนคัพที่เอาชนะเรดสตาร์ เบลเกรด เครื่องบินโดยสารที่มีนักเตะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด หน้าที่ และนักข่าว ได้เกิดอุบัติเหตุระหว่างแวะเติมเชื้อเพลิงที่มิวนิก ประเทศเยอรมนี จนเกิดภัยพิบัติทางอากาศมิวนิก เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1958 ได้คร่าชีวิตผู้โดยสารทั้งหมด 23 คน โดยมีนักเตะของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดแปดคน ได้แก่ เจฟฟ์ เบนต์โรเจอร์ ไบร์นเอ็ดดี โคลแมนดังคัน เอดเวิดส์มาร์ก โจนส์เดวิด เพ็กก์ทอมมี เทย์เลอร์ และ บิลลี วีลัน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก[27][28]

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (ค.ศ. 1963)

ช่วงระยะเวลาที่บัสบีกำลังรักษาตัวอยู่ จิมมี เมอร์ฟี ผู้ช่วยผู้จัดการทีม รับหน้าที่คุมทีมแทนชั่วคราว และสามารถพาทีมเข้าสู่เอฟเอคัพรอบชิงชนะเลิศ แม้พวกเขาต้องพ่ายให้กับโบลตันวอนเดอเรอส์ ในช่วงเหตุการณ์ร้ายแรงนี้เอง ทางยูฟ่าได้เชิญให้สโมสรเข้าร่วมการแข่งขันยูโรเปียนคัพ ฤดูกาล 1958–59 พร้อมกับวุลเวอร์แฮมป์ตันวอนเดอเรอส์ แชมป์ลีกสูงสุดในเวลานั้น แม้ว่าทางเอฟเอ จะไม่เห็นด้วยในการเข้าแข่งขันในครั้งนี้เพราะไม่ผ่านเงื่อนไขในการเข้าแข่งขัน[29][30] บัสบี้สร้างทีมขึ้นมาใหม่ในปี ค.ศ. 1960 โดยการซื้อผู้เล่นอย่าง เดนิส ลอว์ และแพต เครแรนด์ รวมทั้งผู้เล่นดาวรุ่งอย่าง จอร์จ เบสต์ จนสามารถพาคว้าแชมป์เอฟเอคัพ ได้ในปี ค.ศ. 1963 ฤดูกาลถัดมาพวกเขาจบอันดับที่สองในลีก จากนั้นชนะเลิศในลีกปี ค.ศ. 1965 และ ค.ศ. 1967 โดยในปี ค.ศ. 1968 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกลายเป็นสโมสรอังกฤษทีมแรก (และทีมที่สองของบริติช) ที่คว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพหลังจากเอาชนะไบฟีกา ด้วยคะแนน 4–1 ในนัดชิงชนะเลิศ[31] สามนักเตะของทีมยังได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นแห่งปีของยุโรป อันประกอบด้วย บ็อบบี ชาร์ลตัน, เดนิส ลอว์ และ จอร์จ เบสต์[32] พวกเขาได้เป็นตัวแทนสโมสรจากยุโรปในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปและอเมริกาใต้ 1968พบกับเอสตูเดียนเตส แต่ต้องพ่ายเลกแรกในบัวโนสไอเรส ก่อนที่จะเอาเสมอด้วยคะแนน 1–1 ที่โอล์ดแทรฟฟอร์ดได้ในสามสัปดาห์ต่อมา บัสบีลาออกจากผู้จัดการทีมในปี ค.ศ. 1969 และถูกแทนที่โดยผู้ฝึกสอนทีมสำรอง วิล์ฟ์ แมคควินเนสส์ ซึ่งเขายังเป็นอดีตนักเตะของสโมสรด้วย[33]


WWW.UFA266.COM

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *