เดินหน้าลุยต่อ!5สถิติใหญ่ที่ลิเวอร์พูลยังมีลุ้นทำลาย

เดินหน้าลุยต่อ!5สถิติใหญ่ที่ลิเวอร์พูลยังมีลุ้นทำลาย

เดินหน้าลุยต่อ!5สถิติใหญ่ที่ลิเวอร์พูลยังมีลุ้นทำลาย

UFA266 NEWS : เดินหน้าลุยต่อ!5สถิติใหญ่ที่ลิเวอร์พูลยังมีลุ้นทำลาย

ถูกดับฝันเรื่อง “แชมป์ลีกแบบไร้พ่าย” ไปเรียบร้อยสำหรับ ลิเวอร์พูล หลังจากที่บุกไปพลิกล็อกแพ้ วัตฟอร์ด แบบสุดช็อก 0-3 เมื่อวันเสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แต่ถึงกระนั้น “หงส์แดง” ถือว่ายังคงมีสถิติที่ยอดเยี่ยมมากๆ ในศึก พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ (ชนะ 26 เสมอ 1 แพ้ 1) และนี่คือ 5 สถิติใหญ่ที่ทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังอยู่บนเส้นทางลุ้นทำลาย

    – โกยคะแนนสูงสุด

เดินหน้าลุยต่อ!5สถิติใหญ่ที่ลิเวอร์พูลยังมีลุ้นทำลาย

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้แชมป์ในฤดูกาล 2017/18 ได้สร้างสถิติสุดโหดเอาไว้ ด้วยการโกยคะแนนไปถึง 100 แต้ม ซึ่งถือเป็นสโมสรแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลลีกอังกฤษด้วย ที่มีการทำคะแนนแตะหลัก 100 แต้ม แต่ ลิเวอร์พูล ณ เวลานี้เก็บไปแล้ว 79 แต้ม หลังผ่านพ้นไป 28 เกม และด้วยการที่เหลือโปรแกรมลงเตะอีก 10 เกม (30 คะแนน) ถือว่าโอกาสไม่น้อยเลยที่ “หงส์แดง” จะทุบสถิตินี้ได้

    – ทำคะแนนทิ้งห่างอันดับสองมากสุด

 

เดินหน้าลุยต่อ!5สถิติใหญ่ที่ลิเวอร์พูลยังมีลุ้นทำลาย

เป็นอีกหนึ่งสถิติที่ “เรือใบสีฟ้า” ชุดได้แชมป์เมื่อสองซีซั่นก่อนครองอยู่ โดยฤดูกาลดังกล่าวทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โกย 100 แต้ม ทิ้งห่างรองแชมป์อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (81 แต้ม) ถึง 19 แต้ม ขณะที่เวลานี้ ลิเวอร์พูล รั้งจ่าฝูงด้วยการมีคะแนนนำ แมนฯ ซิตี้ ทีมอันดับสอง 22 แต้ม แต่ลงเตะมากกว่าหนึ่งนัด ถือเป็นสถิติที่ “หงส์แดง” มีลุ้นทำลาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ห้ามฟอร์มแผ่วเด็ดขาด และต้องเดินหน้าเก็บชัยชนะเรื่อยๆ

   – เก็บชัยชนะมากสุด

 

เดินหน้าลุยต่อ!5สถิติใหญ่ที่ลิเวอร์พูลยังมีลุ้นทำลาย

นี่คืออีกหนึ่งสถิติที่ แมนฯ ซิตี้ ชุดคว้าแชมป์ในฤดูกาล 2017/18 ครอง ซึ่งฤดูกาลดังกล่าวพวกเขาเก็บชัยชนะมากถึง 32 เกม (จาก 38 เกม) ขณะที่ปัจจุบัน ลิเวอร์พูล คว้าชัยไปแล้ว 26 จาก 28 เกม ซึ่งเท่ากับว่า “หงส์แดง” ต้องการชัยชนะ 7 จาก 10 เกมที่เหลือ ก็สร้างสถิติใหม่แล้ว

  – คว้าชัยในบ้านมากสุด

 

เดินหน้าลุยต่อ!5สถิติใหญ่ที่ลิเวอร์พูลยังมีลุ้นทำลาย

มีถึง 3 ทีมที่ครองสถิติสูงสุดในด้านนี้ ได้แก่ เชลซี (2005/06), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (2010/11) และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สองครั้ง (2011/12 และ 2018/19) โดยพวกเขาต่างเก็บชัยเกมเหย้า 18 จาก 19 นัด ซึ่งถือเป็นสถิติที่แอบยากอยู่เหมือนกัน เพราะถึงแม้ฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล มีสถิติชนะ 100%  ที่ แอนฟิลด์ (ชนะ 14 จาก 14 เกม) แต่พวกเขาจำเป็นต้องชนะ 100% เช่นกัน กับอีก 5 เกมที่เหลือ ถึงจะสร้างสถิติใหม่ได้

 – คว้าชัยนอกบ้านมากสุด

แมนฯ ซิตี้ ครองสถิติสูงสุดมากมายตอนได้แชมป์ในฤดูกาล 2017/18 และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสถิติที่พวกเขาครองอยู่ โดยฤดูกาลดังกล่าว “เรือใบสีฟ้า” คว้าชัยเกมเยือนได้ 16 จาก 19 นัด ขณะที่ฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล คว้าชัยนอกบ้านไปแล้ว 12 จาก 14 เกม ดังนั้นกับ 5 เกมที่เหลืออยู่ “หงส์แดง” จำเป็นต้องเก็บชัยชนะให้ได้ทั้งหมด!!! ถึงจะถูกบันทึกเป็นสถิติใหม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่หินสุดๆ เมื่อพิจารณาดูโปรแกรมเกมเยือนที่เหลืออยู่ เพราะ 3 จาก 5 เกมดังกล่าว คือการบุกไปเยือน เอฟเวอร์ตัน, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ อาร์เซน่อล

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
Liverpool FC Logo.svg
ชื่อเต็ม สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
ฉายา The Reds
หงส์แดง (ฉายาในประเทศไทย)
ก่อตั้ง 3 มิถุนายน ค.ศ. 1892 (127 ปี)[1]
สนาม แอนฟีลด์
ความจุ 53,394[2]
เจ้าของ เฟนเวย์ สปอร์ต กรุป
ประธาน ทอม วอร์เนอร์
ผู้จัดการ เยือร์เกิน คล็อพ
ลีก พรีเมียร์ลีก
2018–19 พรีเมียร์ลีก, อันดับที่ 2
เว็บไซต์ เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเยือน
สีชุดที่สาม
 ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล (อังกฤษLiverpool Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพตั้งอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูลอังกฤษ แข่งขันอยู่ในพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของอังกฤษ โดยลิเวอร์พูลชนะเลิศ ยูโรเปียนคัพ 6 ครั้ง, ยูฟ่าคัพ 3 ครั้ง, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 4 ครั้ง, ลีกสูงสุด 18 ครั้ง, เอฟเอคัพ 7 ครั้ง, ลีกคัพ 8 ครั้ง, เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ 15 ครั้ง และ ฟุตบอลลีกซูเปอร์คัพ 1 ครั้ง

ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1892 และได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลลีกในปีต่อมา ลิเวอร์พูลใช้สนามแอนฟีลด์ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร ช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือช่วงทศวรรษที่ 1970 ถึง 1980 เมื่อ บิลล์ แชงคลีบ๊อบ เพสลีย์โจ เฟแกน และ เคนนี แดลกลีช พาทีมคว้าแชมป์ลีก 11 ครั้ง และคว้าถ้วยรางวัลยูโรเปียน 4 ใบ ต่อมา ภายใต้การคุมทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ และกัปตัน สตีเวน เจอร์ราร์ด ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนลีกสมัยที่ 5 เมื่อปี ค.ศ. 2005 และสมัยที่ 6 ภายใต้การคุมทีมของ เยือร์เกิน คล็อพ เมื่อปี ค.ศ. 2019

ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรฟุตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลกอันดับที่ 9 เมื่อปี 2016–17 ด้วยรายได้ประจำปี 424.2 ล้านยูโร[3] และสโมสรฟุตบอลที่มูลค่ามากที่สุดในโลกอันดับที่ 8 เมื่อปี 2018 ด้วยมูลค่า 1.944 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[4] เป็นหนึ่งในสโมสรที่มีผู้สนับสนุนมากที่สุดในโลก[5] ลิเวอร์พูลมีการแข่งขันที่ยาวนานกับสโมสรคู่แข่งกับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และ เอฟเวอร์ตัน

สโมสรได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมที่สำคัญ 2 ครั้ง ครั้งแรกที่โศกนาฏกรรมเฮย์เซลเมื่อปี ค.ศ. 1985 แฟนฟุตบอลทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันส่งผลให้อัฒจันทร์พังลงมา มีผู้เสียชีวิต 39 คน เป็นแฟนบอลยูเวนตุสชาวอิตาลี 32 คน, เบลเยียม 4 คน, ฝรั่งเศส 2 คน, และไอร์แลนด์ 1 คน และส่งผลให้ลิเวอร์พูลถูกสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรปแบนเป็นเวลา 6 ปี ต่อมาในปี ค.ศ. 1989 เกิดโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร แฟนบอลของลิเวอร์พูล 96 คนเสียชีวิต เนื่องจากมีคนแออัดเข้ามาชมเกมมากเกินความจุจึงทำให้อัฒจันทร์ยืนได้พังลงมา

ลิเวอร์พูลนั้นใช้เสื้อสีแดงและกางเกงขาสั้นสีขาวเป็นชุดแข่งขันมาตั้งแต่ ค.ศ. 1896[6] ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเต็มตัวเมื่อเล่นเป็นทีมเหย้าในปี ค.ศ. 1964 ฉายาในภาษาอังกฤษของลิเวอร์พูลคือ “The Reds” ในภาษาไทยคือ “หงส์แดง” มีเพลงประจำสโมสรคือ “You’ll Never Walk Alone”

ประวัติของสโมสร

จอห์น โฮลดิง ผู้ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

จอห์น โฮลดิง นักธุรกิจชาวเมืองลิเวอร์พูลได้เช่าพื้นที่บริเวณ แอนฟีลด์ โรด เพื่อใช้สร้างสนามฟุตบอล และเมื่อสร้างเสร็จได้ให้เอฟเวอร์ตัน เช่าเป็นสนามแข่งขันฟุตบอล และเมื่อทีมเอฟเวอร์ตันได้เข้าสู่สมาชิกฟุตบอลลีก จอห์น โฮลดิง พยายามจะเข้าไปบริหารงานในทีมเอฟเวอร์ตันและได้เพิ่มค่าเช่าสนามที่ทีมฟุตบอลได้เช่าอยู่ใน ฝ่ายกลุ่มผู้บริหารของเอฟเวอร์ตันจึงยกเลิกสัญญาเช่าสนามฟุตบอล และทีมเอฟเวอร์ตันได้ย้ายสนามไปอีกฝากของสวนสาธารณะสแตนลีย์พาร์ก เพื่อไปสร้างสนามเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อสนามว่า กูดิสันพาร์ค ดังนั้น จอห์น โฮลดิง จึงต้องการสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมา และ จอห์น โฮลดิง จึงไปชวนเพื่อนสนิทของเขาชื่อ จอห์น แมคเคนน่า มาทำหน้าที่ประธานสโมสรและได้ตั้งชื่อทีมฟุตบอลนี้ว่า Liverpool Football Club

รูปปั้น บิลล์ แชงคลี ด้านนอก แอนฟีลด์ โดยแชงคลีพาทีมเลื่อนชั้นและคว้าแชมป์ดิวิชันหนึ่งได้สำเร็จตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947

หลังจากที่สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งได้ไม่นาน ได้จัดการแข่งขัดนัดอุ่นเครื่อง ซึ่งเป็นการลงสนามนัดแรกของทีมลิเวอร์พูลกับทีมร็อตเตอร์แฮม ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมลิเวอร์พูลชนะไปด้วยผลการแข่งขัน 7-1 และลิเวอร์พูล ได้ลงแข่งขันฟุตบอลลีกของแคว้น แลงคาเชียร์ ปรากฏว่าลิเวอร์พูลลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะ 17 นัด และได้แชมป์ไปครอง ส่งผลให้ทางสโมสรสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกซึ่งได้รับการยอมรับและถูกคัดเลือกให้ลงเล่นในดีวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1893-1894 สโมสรจึงได้เลือกสัญลักษณ์ของทีมเป็น นกลิเวอร์เบิร์ด (Liverbird) ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวณแม่น้ำเมอร์ซีย์ โดยที่ปากนกคาบใบไม้ไว้ ทีมลิเวอร์พูลได้ลงทำการแข่งขันอย่างเป็นทางในฟุตบอลลีก ดิวิชั่น 2 ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1893 โดยทีมลิเวอร์พูลออกไปเยือนทีมมิดเดิลสโบรห์ และทีมลิเวอร์พูลสามารถได้แชมป์มาครองโดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล (ทั้งหมด 28 นัด) แต่การคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ ทีมนิวตัน ฮีธ (ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) และลงแข่งขันที่สนามของทีมแบล็คเบิร์น ซึ่งทีมลิเวอร์พูลเอาชนะทีมนิวตัน ฮีธไปด้วยผล 2-0 และได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในที่สุด

สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2435 และก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรแนวหน้าของอังกฤษอย่างรวดเร็วจนประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2444 (ฤดูกาล 1900/01) และครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2449 (ฤดูกาล 1905/06) ครั้งที่ 3 และ 4 เป็นแชมป์สองฤดูกาลติดใน พ.ศ. 2465 กับ พ.ศ. 2466 (ฤดูกาล 1921/22 กับ 1922/23) แชมป์ลีกสูงสุดครั้งที่ 5 คือปี พ.ศ. 2490 (ฤดูกาล 1946/47) อย่างไรก็ตามลิเวอร์พูลพบกับช่วงตกต่ำต้องไปเล่นในในดิวิชัน 2 ใน พ.ศ. 2497 (ฤดูกาล 1953/54) ภายหลังจึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสโมสรในปี พ.ศ. 2502 สโมสรได้แต่งตั้ง บิลล์ แชงก์คลี เป็นผู้จัดการทีม เขาได้เปลี่ยนแปลงทีมไปอย่างมาก จนประสบความสำเร็จได้เลื่อนชั้นในปี พ.ศ. 2505 (ฤดูกาล 1961/62) และได้แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอีกครั้งใน พ.ศ. 2507 (ฤดูกาล 1963/64) หลังจากรอคอยมานานถึง 17 ปี บิล แชงก์ลี คว้าแชมป์เอฟเอคัพเป็นถ้วยแรกของสโมสรลิเวอร์พูลในปี พ.ศ. 2508 (ฤดูกาล 1964/65) และคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 อีกครั้งในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2509 (ฤดูกาล 1965/66) ความสำเร็จของแชงก์ลียังเดินหน้าต่อไป เมื่อลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพ พร้อมแชมป์ดิวิชั่น 1 ใน พ.ศ. 2516 (ฤดูกาล 1972/73) และเอฟเอคัพ อีกครั้งใน พ.ศ. 2517 (ฤดูกาล 1973/74) หลังจากนั้น บิลล์ แชงก์คลี ขอวางมือจากสโมสร โดยให้ผู้ช่วยของเขาสืบทอดตำแหน่ง ผู้จัดการทีมแทน นั่นคือ บ็อบ เพสส์ลี 


WWW.UFA266.COM

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *