เรียกขวัญกำลังใจ! วิเคราะห์ 5 ข้อ ลิเวอร์พูล เยือน เชลซี

เรียกขวัญกำลังใจ! วิเคราะห์ 5 ข้อ ลิเวอร์พูล เยือน เชลซี

เรียกขวัญกำลังใจ! วิเคราะห์ 5 ข้อ ลิเวอร์พูล เยือน เชลซี

UFA266 NEWS : เรียกขวัญกำลังใจ! วิเคราะห์ 5 ข้อ ลิเวอร์พูล เยือน เชลซี

ลิเวอร์พูล มีโอกาสที่จะเรียกความมั่นใจกลับคืนมาหลังเพิ่งแพ้ยับ วัตฟอร์ด เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยพวกเขาต้องยกพลเยือน เชลซี ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในศึกเอฟเอ คัพ รอบ 5 หรือรอบ 16 ทีมสุดท้าย ในวันอังคารที่ 3 มีนาคม

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม คงต้องกระตุ้นลูกทีมให้กลับมามีสมาธิในแมตช์สำคัญนี้ เพราะมันจะส่งผลต่อความเชื่อมั่น แต่กระนั้นเจ้าตัวก็คงไม่ได้จัดชุดใหญ่ลงเล่นเต็มสูบ และน่าจะให้โอกาสดาวรุ่งผสมผสานกับแข้งชุดใหญ่ ในการเยือนรัง “สิงห์บลูส์”

ต้องยอมรับว่าการไปเยือน เชลซี ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สิ่งสำคัญก็คือ ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องคว้าชัยชนะให้ได้ เพราะจะเป็นการเรียกขวัญกำลังใจกลับคืนมา และยังเป็นการนำทีมลุ้นสร้างประวัติศาสตร์สโมสรในการคว้า 3 แชมป์ในซีซั่นนี้ด้วย

1. แดนกลางต้องแน่น
การขาดหายไปของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมคนสำคัญ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ลิเวอร์พูล มีปัญหาในแดนกลางเมื่อไม่มี “เฮนโด้” โดยเฉพาะในเกมล่าสุดที่แพ้ วัตฟอร์ด ยับเยิน แผงมิดฟิลด์ของ “หงส์แดง” ไม่สามารถสร้างสรรค์เกม หรือกดดัน “แตนอาละวาด” ได้เลย

 

เรียกขวัญกำลังใจ! วิเคราะห์ 5 ข้อ ลิเวอร์พูล เยือน เชลซี

 

อย่างไรก็ตามในเกมนี้ เจอร์ คล็อปป์ น่าจะต้องจัดแผงมิดฟิลด์ที่ไว้วางใจได้มากที่สุดลงสนาม  ฉะนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะส่ง จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, ฟาบินโญ่ และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน กระนั้น นายใหญ่เลือดด๊อยท์ช อาจจะเลือกใช้งาน เคอร์ติส โจนส์ แข้งดาวรุ่งที่ทำผลงานได้ดีในการเล่นฟุตบอลน็อกเอาต์รายการนี้

น่าเสียดายที่ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ปีกร่างจิ๋ว ไม่สามารถลงสนามในแมตช์นี้ได้ เนื่องจากนักเตะต้องเดินทางร่วมกับทัพ “หงส์แดงจูเนียร์” รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี เพื่อไปปะทะแข้งกับ “เหยี่ยวลิสบอน” เบนฟิก้า ในศึกยูฟ่า ยูธ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย วันอังคารที่ 3 มีนาคม

 

2. ฟื้นสภาพหลังโดนแตนต่อย
ต้องยอมรับว่าผลการแข่งขันแมตช์ที่ไปเยือน วัตฟอร์ด พร้อมกับได้รับผลการแข่งขันที่สุดช้ำในพรีเมียร์ลีก นัดแรกของ ลิเวอร์พูล อาจจะทำให้พวกเขามีอาการเป๋ไปบ้าง เพราะบอกได้เลยว่าเกมดังกล่าว ลูกทีมของคล็อปป์ แพ้แบบหมดรูปชนิดที่สู้ไม่ได้เลย

 

เรียกขวัญกำลังใจ! วิเคราะห์ 5 ข้อ ลิเวอร์พูล เยือน เชลซี

 

ส่วนในเกมพบ เชลซี แม้จะไม่ใช่เกมพรีเมียร์ลีก แต่ก็มีความสำคัญอย่างมาก เพราะฟุตบอลเอฟเอ คัพ ถือเป็นถ้วยที่มีความสำคัญพอสมควร และหาก ลิเวอร์พูล กลับถิ่นแอนฟิลด์ ด้วยผลการแข่งขันที่น่าพึ่งพอใจ แน่นอนว่ามันจะส่งผลกระทบในเชิงบวกในเรื่องขวัญกำลังใจของพวกเขา

ฉะนั้นแมตช์นี้ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ เท่านั้น แต่ยังเป็นการเรียกความเชื่อมั่นของทัพ “เดอะ เร้ดส์” กลับคืนมาอีกครั้ง หลังมีอาการมึนจากเกมลีกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่หากพวกเขาโดนตอกย้ำแผลเดิมอีกรอบ งานนี้อาจส่งผลกระทบต่อฟอร์มอย่างต่อเนื่องก็ได้

 

3. โกเมซ-มิลเลอร์ ฟิตแล้ว
ถือว่าเป็นข่าวดีพอสมควรกับการที่ คล็อปป์ ยืนยันว่า โจ โกเมซ กับ เจมส์ มิลเนอร์ หายเจ็บกลับมาฟิตสมบูรณ์แล้ว และแน่นอนว่านี่ถือเป็นสองขุมกำลังสำคัญที่นายใหญ่ชาวเยอรมัน ต้องพกพาไปยังกรุงลอนดอน เพราะพวกเขาน่าจะช่วยสร้างความแตกต่างในเกมนี้ได้

เห็นได้ชัดเจนว่าการที่ขาด “เฮนโด้” ไป แดนกลางของ ลิเวอร์พูล ขาดตัวทะลุทะลวง และลูกหนัก ขณะที่ในเกมรับเมื่อไม่มี โกเมซ จับคู่กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กลายเป็นว่า “หงส์แดง” มีแนวรับอ่อนยวบไปโดยปริยาย เพราะ เดยัน ลอฟเรน เล่นไม่เข้าขากับ ปราการหลังเลือดดัตช์ เลย แถมยังเป็นบ่อน้ำมันชั้นดีให้คู่แข่งเจาะอีกต่างหาก

 

เรียกขวัญกำลังใจ! วิเคราะห์ 5 ข้อ ลิเวอร์พูล เยือน เชลซี

 

ขณะเดียวกันการที่ มิลเนอร์ สามารถลงสนามได้ในเกมนี้ จะทำให้ “หงส์แดง” น่าจะเบาใจได้ในเรื่องของประสบการณ์ เพราะนักเตะรายนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ และสามารถที่จะรับมือกับแรงกดดันของเจ้าบ้านได้เป็นอย่างดี รวมทั้งจะคอยช่วยประคับประคองแข้งดาวรุ่ง ที่น่าจะได้รับโอกาสจาก คล็อปป์ ให้ลงสนาม

 

4.  มินามิโนะ ได้โอกาสอีกครั้ง
นับตั้งแต่ย้ายมาเล่นในถิ่นแอนฟิลด์เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทาคูมิ มินามิโนะ ยังไม่สามารถผลิตฟอร์มเก่งเหมือนสมัยเล่นให้กับ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ได้เลย แน่นอนว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนักเตะยังต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับสไตล์การเล่นในประเทศอังกฤษ

ตอนนี้ จอมทัพทีมชาติญี่ปุ่น ยังไม่สามารถยิงประตู และทำแอสซิสต์ให้กับ “หงส์แดง” ได้เลย แต่เชื่อว่า คล็อปป์ ยังคงไว้วางใจให้นักเตะรายนี้ได้ลงเล่นตัวจริง และนี่ถือเป็นโอกาสทองสำหรับ มินามิโนะ ที่จะทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อตอบแทนความไว้วางใจของกุนซือชาวเยอรมัน

 

เรียกขวัญกำลังใจ! วิเคราะห์ 5 ข้อ ลิเวอร์พูล เยือน เชลซี

 

ขณะเดียวกันในแผงแนวรุก มีความเป็นไปได้สูงที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ จะได้พักร่างกายหลังจากกรำศึกหนักมาหลายเกมติดต่อกัน และเป็นโอกาสทองของ ดิว็อค โอริกี้ ที่จะได้พิสูจน์ศักยภาพการเป็นยอดดาวยิงของเขาอีกครั้ง

ต้องยอมรับว่า โอริกี้ ถือเป็นผู้เล่นสำคัญของ ลิเวอร์พูล ในถ้วยน็อกเอาต์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก แม้ว่า ดาวเตะชาวเบลเยียม อาจจะไม่ได้อยู่ในฟอร์มเก่งก็ตาม แต่ทุกครั้งที่ได้รับโอกาสลงเล่นตัวจริง เจ้าตัวก็ไม่เคยทำให้ คล็อปป์ ต้องผิดหวัง

 

5. เส้นทางลุ้น 3 แชมป์
ตอนนี้ ลิเวอร์พูล ไม่ต้องกดดันเรื่องการทำสถิติไร้พ่ายในฤดูกาลนี้ซะที หลังจากที่แพ้ วัตฟอร์ด ทำให้พวกเขาหยุดเส้นไม่พ่ายใครในพรีเมียร์ลีกมายาวนานเอาไว้เพียงแค่ 44 เกมเท่านั้น และหมดสิทธิ์ทำลายสถิติของ “ไอ้ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล จำนวน 49 เกม

 

เรียกขวัญกำลังใจ! วิเคราะห์ 5 ข้อ ลิเวอร์พูล เยือน เชลซี

 

อย่างไรก็ตาม “หงส์แดง” ยังอยู่ในเส้นทางการลุ้นสร้างประวัติศาสตร์ของสโมสรนั่นก็คือคว้าทริปเบิลแชมป์ เพราะพวกเขายังมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จทั้งในลีก, เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แม้ว่ารายการหลังอาจจะต้องเหนื่อยหน่อย เนื่องจากเกมแรกออกไปแพ้ แอตเลติโก มาดริด 0-1 ก็ตาม

กระนั้นการเยือน “สิงโตน้ำเงินคราม” ถือเป็นแมตช์ที่มีความสำคัญในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะเป็นการเรียกขวัญกำลังใจให้กับเหล่าขุนพลลิเวอร์พูลแล้ว ยังเป็นแรงกระตุ้นให้กับพวกเขาในการลุยแมตช์ที่เหลืออยู่ในทุกรายการของซีซั่นนี้ด้วย

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
Liverpool FC Logo.svg
ชื่อเต็ม สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
ฉายา The Reds
หงส์แดง (ฉายาในประเทศไทย)
ก่อตั้ง 3 มิถุนายน ค.ศ. 1892 (127 ปี)[1]
สนาม แอนฟีลด์
ความจุ 53,394[2]
เจ้าของ เฟนเวย์ สปอร์ต กรุป
ประธาน ทอม วอร์เนอร์
ผู้จัดการ เยือร์เกิน คล็อพ
ลีก พรีเมียร์ลีก
2018–19 พรีเมียร์ลีก, อันดับที่ 2
เว็บไซต์ เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเยือน
สีชุดที่สาม
 ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล (อังกฤษLiverpool Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพตั้งอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูลอังกฤษ แข่งขันอยู่ในพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของอังกฤษ โดยลิเวอร์พูลชนะเลิศ ยูโรเปียนคัพ 6 ครั้ง, ยูฟ่าคัพ 3 ครั้ง, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 4 ครั้ง, ลีกสูงสุด 18 ครั้ง, เอฟเอคัพ 7 ครั้ง, ลีกคัพ 8 ครั้ง, เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ 15 ครั้ง และ ฟุตบอลลีกซูเปอร์คัพ 1 ครั้ง

ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1892 และได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลลีกในปีต่อมา ลิเวอร์พูลใช้สนามแอนฟีลด์ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร ช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือช่วงทศวรรษที่ 1970 ถึง 1980 เมื่อ บิลล์ แชงคลีบ๊อบ เพสลีย์โจ เฟแกน และ เคนนี แดลกลีช พาทีมคว้าแชมป์ลีก 11 ครั้ง และคว้าถ้วยรางวัลยูโรเปียน 4 ใบ ต่อมา ภายใต้การคุมทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ และกัปตัน สตีเวน เจอร์ราร์ด ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนลีกสมัยที่ 5 เมื่อปี ค.ศ. 2005 และสมัยที่ 6 ภายใต้การคุมทีมของ เยือร์เกิน คล็อพ เมื่อปี ค.ศ. 2019

ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรฟุตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลกอันดับที่ 9 เมื่อปี 2016–17 ด้วยรายได้ประจำปี 424.2 ล้านยูโร[3] และสโมสรฟุตบอลที่มูลค่ามากที่สุดในโลกอันดับที่ 8 เมื่อปี 2018 ด้วยมูลค่า 1.944 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[4] เป็นหนึ่งในสโมสรที่มีผู้สนับสนุนมากที่สุดในโลก[5] ลิเวอร์พูลมีการแข่งขันที่ยาวนานกับสโมสรคู่แข่งกับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และ เอฟเวอร์ตัน

สโมสรได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมที่สำคัญ 2 ครั้ง ครั้งแรกที่โศกนาฏกรรมเฮย์เซลเมื่อปี ค.ศ. 1985 แฟนฟุตบอลทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันส่งผลให้อัฒจันทร์พังลงมา มีผู้เสียชีวิต 39 คน เป็นแฟนบอลยูเวนตุสชาวอิตาลี 32 คน, เบลเยียม 4 คน, ฝรั่งเศส 2 คน, และไอร์แลนด์ 1 คน และส่งผลให้ลิเวอร์พูลถูกสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรปแบนเป็นเวลา 6 ปี ต่อมาในปี ค.ศ. 1989 เกิดโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร แฟนบอลของลิเวอร์พูล 96 คนเสียชีวิต เนื่องจากมีคนแออัดเข้ามาชมเกมมากเกินความจุจึงทำให้อัฒจันทร์ยืนได้พังลงมา

ลิเวอร์พูลนั้นใช้เสื้อสีแดงและกางเกงขาสั้นสีขาวเป็นชุดแข่งขันมาตั้งแต่ ค.ศ. 1896[6] ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเต็มตัวเมื่อเล่นเป็นทีมเหย้าในปี ค.ศ. 1964 ฉายาในภาษาอังกฤษของลิเวอร์พูลคือ “The Reds” ในภาษาไทยคือ “หงส์แดง” มีเพลงประจำสโมสรคือ “You’ll Never Walk Alone”

ประวัติของสโมสร

จอห์น โฮลดิง ผู้ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

จอห์น โฮลดิง นักธุรกิจชาวเมืองลิเวอร์พูลได้เช่าพื้นที่บริเวณ แอนฟีลด์ โรด เพื่อใช้สร้างสนามฟุตบอล และเมื่อสร้างเสร็จได้ให้เอฟเวอร์ตัน เช่าเป็นสนามแข่งขันฟุตบอล และเมื่อทีมเอฟเวอร์ตันได้เข้าสู่สมาชิกฟุตบอลลีก จอห์น โฮลดิง พยายามจะเข้าไปบริหารงานในทีมเอฟเวอร์ตันและได้เพิ่มค่าเช่าสนามที่ทีมฟุตบอลได้เช่าอยู่ใน ฝ่ายกลุ่มผู้บริหารของเอฟเวอร์ตันจึงยกเลิกสัญญาเช่าสนามฟุตบอล และทีมเอฟเวอร์ตันได้ย้ายสนามไปอีกฝากของสวนสาธารณะสแตนลีย์พาร์ก เพื่อไปสร้างสนามเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อสนามว่า กูดิสันพาร์ค ดังนั้น จอห์น โฮลดิง จึงต้องการสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมา และ จอห์น โฮลดิง จึงไปชวนเพื่อนสนิทของเขาชื่อ จอห์น แมคเคนน่า มาทำหน้าที่ประธานสโมสรและได้ตั้งชื่อทีมฟุตบอลนี้ว่า Liverpool Football Club

รูปปั้น บิลล์ แชงคลี ด้านนอก แอนฟีลด์ โดยแชงคลีพาทีมเลื่อนชั้นและคว้าแชมป์ดิวิชันหนึ่งได้สำเร็จตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947

หลังจากที่สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งได้ไม่นาน ได้จัดการแข่งขัดนัดอุ่นเครื่อง ซึ่งเป็นการลงสนามนัดแรกของทีมลิเวอร์พูลกับทีมร็อตเตอร์แฮม ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมลิเวอร์พูลชนะไปด้วยผลการแข่งขัน 7-1 และลิเวอร์พูล ได้ลงแข่งขันฟุตบอลลีกของแคว้น แลงคาเชียร์ ปรากฏว่าลิเวอร์พูลลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะ 17 นัด และได้แชมป์ไปครอง ส่งผลให้ทางสโมสรสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกซึ่งได้รับการยอมรับและถูกคัดเลือกให้ลงเล่นในดีวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1893-1894 สโมสรจึงได้เลือกสัญลักษณ์ของทีมเป็น นกลิเวอร์เบิร์ด (Liverbird) ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวณแม่น้ำเมอร์ซีย์ โดยที่ปากนกคาบใบไม้ไว้ ทีมลิเวอร์พูลได้ลงทำการแข่งขันอย่างเป็นทางในฟุตบอลลีก ดิวิชั่น 2 ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1893 โดยทีมลิเวอร์พูลออกไปเยือนทีมมิดเดิลสโบรห์ และทีมลิเวอร์พูลสามารถได้แชมป์มาครองโดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล (ทั้งหมด 28 นัด) แต่การคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ ทีมนิวตัน ฮีธ (ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) และลงแข่งขันที่สนามของทีมแบล็คเบิร์น ซึ่งทีมลิเวอร์พูลเอาชนะทีมนิวตัน ฮีธไปด้วยผล 2-0 และได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในที่สุด

สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2435 และก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรแนวหน้าของอังกฤษอย่างรวดเร็วจนประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2444 (ฤดูกาล 1900/01) และครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2449 (ฤดูกาล 1905/06) ครั้งที่ 3 และ 4 เป็นแชมป์สองฤดูกาลติดใน พ.ศ. 2465 กับ พ.ศ. 2466 (ฤดูกาล 1921/22 กับ 1922/23) แชมป์ลีกสูงสุดครั้งที่ 5 คือปี พ.ศ. 2490 (ฤดูกาล 1946/47) อย่างไรก็ตามลิเวอร์พูลพบกับช่วงตกต่ำต้องไปเล่นในในดิวิชัน 2 ใน พ.ศ. 2497 (ฤดูกาล 1953/54) ภายหลังจึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสโมสรในปี พ.ศ. 2502 สโมสรได้แต่งตั้ง บิลล์ แชงก์คลี เป็นผู้จัดการทีม เขาได้เปลี่ยนแปลงทีมไปอย่างมาก จนประสบความสำเร็จได้เลื่อนชั้นในปี พ.ศ. 2505 (ฤดูกาล 1961/62) และได้แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอีกครั้งใน พ.ศ. 2507 (ฤดูกาล 1963/64) หลังจากรอคอยมานานถึง 17 ปี บิล แชงก์ลี คว้าแชมป์เอฟเอคัพเป็นถ้วยแรกของสโมสรลิเวอร์พูลในปี พ.ศ. 2508 (ฤดูกาล 1964/65) และคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 อีกครั้งในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2509 (ฤดูกาล 1965/66) ความสำเร็จของแชงก์ลียังเดินหน้าต่อไป เมื่อลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพ พร้อมแชมป์ดิวิชั่น 1 ใน พ.ศ. 2516 (ฤดูกาล 1972/73) และเอฟเอคัพ อีกครั้งใน พ.ศ. 2517 (ฤดูกาล 1973/74) หลังจากนั้น บิลล์ แชงก์คลี ขอวางมือจากสโมสร โดยให้ผู้ช่วยของเขาสืบทอดตำแหน่ง ผู้จัดการทีมแทน นั่นคือ บ็อบ เพสส์ลี


WWW.UFA266.COM

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *