เอลเลียตต์ฉายแวว!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูล(เด็ก)เกมสอยชรูว์สบิวรี่

เอลเลียตต์ฉายแวว!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูล(เด็ก)เกมสอยชรูว์สบิวรี่

เอลเลียตต์ฉายแวว!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูล(เด็ก)เกมสอยชรูว์สบิวรี่

UFA266 NEWS : เอลเลียตต์ฉายแวว!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูล(เด็ก)เกมสอยชรูว์สบิวรี่

“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ตบเท้าเข้าสู่รอบห้าในศึก เอฟเอ คัพ ได้ในแบบที่ประทับใจสาวก “เดอะ ค็อป” หลังเปิดรัง แอนฟิลด์ พิชิต ชรูว์สบิวรี่ ทาวน์ สโมสรระดับ ลีก วัน 1-0 ในเกมรอบสี่ นัดรีเพลย์ เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ทั้งที่เกมนี้ส่งนักเตะจากทีมสำรองและเยาวชนลงเล่นแบบยกชุด และนี่คือผลสอบของนักเตะ ลิเวอร์พูล แต่ละคนในแมตช์นี้ ซึ่งมี 2-3 คนที่เล่นได้เข้าตาสุดๆ

    11 ผู้เล่นตัวจริง

    – ควีวิน เคลเลเฮอร์ : 7
แม้งานไม่เยอะมาก แต่โดยรวมถือว่าทำผลงานได้โอเค มีความนิ่งในการออกมาตัดบอล ทว่าในช่วงครึ่งหลังโชคดีเหมือนกันกับจังหวะที่เซฟไม่ดี จนโดนโหม่งซ้ำเข้าประตูไป ก่อนที่ผู้ตัดสินเป่าให้เป็นลูกล้ำหน้า

 

เอลเลียตต์ฉายแวว!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูล(เด็ก)เกมสอยชรูว์สบิวรี่

 

    – เนโก วิลเลี่ยมส์ : 8
โดดเด่นอย่างมากในเกมนี้ สนุกกับการเติมเกมรุก มีโอกาสทำประตูให้ทีมขึ้นนำช่วงครึ่งหลังด้วย แต่ยิงไปติดเซฟนายทวารทีมเยือน ก่อนที่จะมีส่วนสำคัญช่วยทีมได้ประตูชัย กับการที่เจ้าตัวโยนบอลยาวได้น่ากลัวจน โร-ฌอน วิลเลี่ยมส์ โหม่งบอลผิดเหลี่ยมเข้าประตูตัวเอง

    – คี-ยาน่า ฮูแฟร์ : 7
ครึ่งแรกอาจจะมีหลุดๆ ไปบ้าง แต่ครึ่งหลังกลับมาเล่นได้แข็งแกร่งขึ้น

    – เซ็ปป์ ฟาน เดน เบิร์ก : 7.5
มีค่ำคืนที่น่าประทับใจ โชว์ให้เห็นถึงความนิ่งในการยืนคุมแนวรับ และมีจังหวะเคลียร์บอลสวยๆ ให้เห็นหลายครั้ง

 อดัม ลูอิส : 7
เกมรุกอาจมีส่วนร่วมไม่มาก แต่ทำได้ดีในเกมรับ

    – เปโดร ชิริเบย่า : 7.5
คุมจังหวะเกมได้ดี เชื่อมต่อเกมรับ-รุกได้เยี่ยม สมกับเป็นห้องเครื่องของทีม

 

เอลเลียตต์ฉายแวว!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูล(เด็ก)เกมสอยชรูว์สบิวรี่

 

    – เลห์ตัน คล้าร์กสัน : 6.5
มีความมั่นใจในการเล่น แต่จ่ายบอลเสียหลายครั้ง

    – เจค เคน : 6
เริ่มต้นเกมได้ดี แต่ค่อยๆ หายไปจากเกม เพราะได้บอลน้อยไปหน่อย

    – ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ : 8
ประสานงานทำเกมฝั่งขวากับ วิลเลี่ยมส์ ได้อย่างรู้ใจ มีความมั่นใจในการเล่น สร้างอันตรายให้กับแนวรับคู่แข่งได้ตลอด แต่น่าเสียดายในจังหวะสำคัญช่วงท้ายเกม ที่ทีมมีโอกาสทำประตูย้ำชัย 2-0 แต่เจ้าตัวดันผ่านบอลให้เพื่อนแรงเกินไป

    – เคอร์ติส โจนส์ : 7.5
เกมนี้เจ้าตัวทำสถิติกลายเป็นกัปตันทีม ลิเวอร์พูล อายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์สโมสร (19 ปี กับ 5 วัน) และก็โชว์ฟอร์มได้ดีเลยทีเดียว เกือบทำประตูได้ในครึ่งแรก ครองบอลได้เหนียวแน่น มีส่วนร่วมกับเกมสูง แต่บางจังหวะหวงบอลไปหน่อย

    – เลียม มิลลาร์ : 5.5
โดนคู่เซนเตอร์แบ็ก ชรูว์สบิวรี่ จัดการจนเล่นไม่ออก แต่ทำได้ดีขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อขยับออกไปเล่นด้านข้าง

 

เอลเลียตต์ฉายแวว!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูล(เด็ก)เกมสอยชรูว์สบิวรี่

 

    สำรองที่ได้ลงเล่น

    – โจ ฮาร์ดี้ (แทน มิลลาร์ น. 82) : –
ไม่สามารถให้คะแนนได้ แต่เกือบได้ลุ้นทำประตูช่วงท้ายเกม หากบอลจาก เอลเลียตต์ ไม่แรงเกินไป

    – มอร์แกน บอยส์ (แทน คล้าร์กสัน น. 90) : –
ไม่สามารถให้คะแนนได้

    – เอลิจาห์ ดิ๊กสัน-บอนเนอร์ (แทน เอลเลียตต์ น. 90) : –
ไม่สามารถให้คะแนนได้

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
Liverpool FC Logo.svg
ชื่อเต็ม สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล
ฉายา The Reds
หงส์แดง (ฉายาในประเทศไทย)
ก่อตั้ง 3 มิถุนายน ค.ศ. 1892 (127 ปี)[1]
สนาม แอนฟีลด์
ความจุ 53,394[2]
เจ้าของ เฟนเวย์ สปอร์ต กรุป
ประธาน ทอม วอร์เนอร์
ผู้จัดการ เยือร์เกิน คล็อพ
ลีก พรีเมียร์ลีก
2018–19 พรีเมียร์ลีก, อันดับที่ 2
เว็บไซต์ เว็บไซต์สโมสร
สีชุดทีมเยือน
สีชุดที่สาม
 ฤดูกาลปัจจุบัน

สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล (อังกฤษLiverpool Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพตั้งอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูลอังกฤษ แข่งขันอยู่ในพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของอังกฤษ โดยลิเวอร์พูลชนะเลิศ ยูโรเปียนคัพ 6 ครั้ง, ยูฟ่าคัพ 3 ครั้ง, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 4 ครั้ง, ลีกสูงสุด 18 ครั้ง, เอฟเอคัพ 7 ครั้ง, ลีกคัพ 8 ครั้ง, เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ 15 ครั้ง และ ฟุตบอลลีกซูเปอร์คัพ 1 ครั้ง

ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1892 และได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลลีกในปีต่อมา ลิเวอร์พูลใช้สนามแอนฟีลด์ตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร ช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์คือช่วงทศวรรษที่ 1970 ถึง 1980 เมื่อ บิลล์ แชงคลีบ๊อบ เพสลีย์โจ เฟแกน และ เคนนี แดลกลีช พาทีมคว้าแชมป์ลีก 11 ครั้ง และคว้าถ้วยรางวัลยูโรเปียน 4 ใบ ต่อมา ภายใต้การคุมทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ และกัปตัน สตีเวน เจอร์ราร์ด ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนลีกสมัยที่ 5 เมื่อปี ค.ศ. 2005 และสมัยที่ 6 ภายใต้การคุมทีมของ เยือร์เกิน คล็อพ เมื่อปี ค.ศ. 2019

ลิเวอร์พูลเป็นสโมสรฟุตบอลที่ทำเงินมากที่สุดในโลกอันดับที่ 9 เมื่อปี 2016–17 ด้วยรายได้ประจำปี 424.2 ล้านยูโร[3] และสโมสรฟุตบอลที่มูลค่ามากที่สุดในโลกอันดับที่ 8 เมื่อปี 2018 ด้วยมูลค่า 1.944 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[4] เป็นหนึ่งในสโมสรที่มีผู้สนับสนุนมากที่สุดในโลก[5] ลิเวอร์พูลมีการแข่งขันที่ยาวนานกับสโมสรคู่แข่งกับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด และ เอฟเวอร์ตัน

สโมสรได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมที่สำคัญ 2 ครั้ง ครั้งแรกที่โศกนาฏกรรมเฮย์เซลเมื่อปี ค.ศ. 1985 แฟนฟุตบอลทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันส่งผลให้อัฒจันทร์พังลงมา มีผู้เสียชีวิต 39 คน เป็นแฟนบอลยูเวนตุสชาวอิตาลี 32 คน, เบลเยียม 4 คน, ฝรั่งเศส 2 คน, และไอร์แลนด์ 1 คน และส่งผลให้ลิเวอร์พูลถูกสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรปแบนเป็นเวลา 6 ปี ต่อมาในปี ค.ศ. 1989 เกิดโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร แฟนบอลของลิเวอร์พูล 96 คนเสียชีวิต เนื่องจากมีคนแออัดเข้ามาชมเกมมากเกินความจุจึงทำให้อัฒจันทร์ยืนได้พังลงมา

ลิเวอร์พูลนั้นใช้เสื้อสีแดงและกางเกงขาสั้นสีขาวเป็นชุดแข่งขันมาตั้งแต่ ค.ศ. 1896[6] ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเต็มตัวเมื่อเล่นเป็นทีมเหย้าในปี ค.ศ. 1964 ฉายาในภาษาอังกฤษของลิเวอร์พูลคือ “The Reds” ในภาษาไทยคือ “หงส์แดง” มีเพลงประจำสโมสรคือ “You’ll Never Walk Alone”

ประวัติของสโมสร

ดูบทความหลักที่: ค.ศ. 1892–1959ค.ศ. 1959–85 และ ค.ศ. 1959–ปัจจุบัน

จอห์น โฮลดิง ผู้ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล

จอห์น โฮลดิง นักธุรกิจชาวเมืองลิเวอร์พูลได้เช่าพื้นที่บริเวณ แอนฟีลด์ โรด เพื่อใช้สร้างสนามฟุตบอล และเมื่อสร้างเสร็จได้ให้เอฟเวอร์ตัน เช่าเป็นสนามแข่งขันฟุตบอล และเมื่อทีมเอฟเวอร์ตันได้เข้าสู่สมาชิกฟุตบอลลีก จอห์น โฮลดิง พยายามจะเข้าไปบริหารงานในทีมเอฟเวอร์ตันและได้เพิ่มค่าเช่าสนามที่ทีมฟุตบอลได้เช่าอยู่ใน ฝ่ายกลุ่มผู้บริหารของเอฟเวอร์ตันจึงยกเลิกสัญญาเช่าสนามฟุตบอล และทีมเอฟเวอร์ตันได้ย้ายสนามไปอีกฝากของสวนสาธารณะสแตนลีย์พาร์ก เพื่อไปสร้างสนามเป็นของตัวเองโดยใช้ชื่อสนามว่า กูดิสันพาร์ค ดังนั้น จอห์น โฮลดิง จึงต้องการสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมา และ จอห์น โฮลดิง จึงไปชวนเพื่อนสนิทของเขาชื่อ จอห์น แมคเคนน่า มาทำหน้าที่ประธานสโมสรและได้ตั้งชื่อทีมฟุตบอลนี้ว่า Liverpool Football Club

รูปปั้น บิลล์ แชงคลี ด้านนอก แอนฟีลด์ โดยแชงคลีพาทีมเลื่อนชั้นและคว้าแชมป์ดิวิชันหนึ่งได้สำเร็จตั้งแต่ปี ค.ศ. 1947

หลังจากที่สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งได้ไม่นาน ได้จัดการแข่งขัดนัดอุ่นเครื่อง ซึ่งเป็นการลงสนามนัดแรกของทีมลิเวอร์พูลกับทีมร็อตเตอร์แฮม ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมลิเวอร์พูลชนะไปด้วยผลการแข่งขัน 7-1 และลิเวอร์พูล ได้ลงแข่งขันฟุตบอลลีกของแคว้น แลงคาเชียร์ ปรากฏว่าลิเวอร์พูลลงแข่งทั้งหมด 22 นัด ชนะ 17 นัด และได้แชมป์ไปครอง ส่งผลให้ทางสโมสรสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลลีกซึ่งได้รับการยอมรับและถูกคัดเลือกให้ลงเล่นในดีวิชั่น 2 ในฤดูกาล 1893-1894 สโมสรจึงได้เลือกสัญลักษณ์ของทีมเป็น นกลิเวอร์เบิร์ด (Liverbird) ซึ่งเป็นนกแถบทะเลไอริช บริเวณแม่น้ำเมอร์ซีย์ โดยที่ปากนกคาบใบไม้ไว้ ทีมลิเวอร์พูลได้ลงทำการแข่งขันอย่างเป็นทางในฟุตบอลลีก ดิวิชั่น 2 ในวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1893 โดยทีมลิเวอร์พูลออกไปเยือนทีมมิดเดิลสโบรห์ และทีมลิเวอร์พูลสามารถได้แชมป์มาครองโดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดทั้งฤดูกาล (ทั้งหมด 28 นัด) แต่การคว้าแชมป์ลีกดิวิชั่น 2 ในตอนนั้นยังไม่ได้เลื่อนชั้นโดยทันที ต้องไปแข่งนัดชิงดำกับทีมอันดับสองก่อน โดยทีมอันดับสองในขณะนั้นคือ ทีมนิวตัน ฮีธ (ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) และลงแข่งขันที่สนามของทีมแบล็คเบิร์น ซึ่งทีมลิเวอร์พูลเอาชนะทีมนิวตัน ฮีธไปด้วยผล 2-0 และได้เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 1 ในที่สุด

สโมสรลิเวอร์พูลก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2435 และก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรแนวหน้าของอังกฤษอย่างรวดเร็วจนประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศครั้งแรกในปี พ.ศ. 2444 (ฤดูกาล 1900/01) และครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2449 (ฤดูกาล 1905/06) ครั้งที่ 3 และ 4 เป็นแชมป์สองฤดูกาลติดใน พ.ศ. 2465 กับ พ.ศ. 2466 (ฤดูกาล 1921/22 กับ 1922/23) แชมป์ลีกสูงสุดครั้งที่ 5 คือปี พ.ศ. 2490 (ฤดูกาล 1946/47) อย่างไรก็ตามลิเวอร์พูลพบกับช่วงตกต่ำต้องไปเล่นในในดิวิชัน 2 ใน พ.ศ. 2497 (ฤดูกาล 1953/54) ภายหลังจึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสโมสรในปี พ.ศ. 2502 สโมสรได้แต่งตั้ง บิลล์ แชงก์คลี เป็นผู้จัดการทีม เขาได้เปลี่ยนแปลงทีมไปอย่างมาก จนประสบความสำเร็จได้เลื่อนชั้นในปี พ.ศ. 2505 (ฤดูกาล 1961/62) และได้แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอีกครั้งใน พ.ศ. 2507 (ฤดูกาล 1963/64) หลังจากรอคอยมานานถึง 17 ปี บิล แชงก์ลี คว้าแชมป์เอฟเอคัพเป็นถ้วยแรกของสโมสรลิเวอร์พูลในปี พ.ศ. 2508 (ฤดูกาล 1964/65) และคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 อีกครั้งในฤดูกาลต่อมา พ.ศ. 2509 (ฤดูกาล 1965/66) ความสำเร็จของแชงก์ลียังเดินหน้าต่อไป เมื่อลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าคัพ พร้อมแชมป์ดิวิชั่น 1 ใน พ.ศ. 2516 (ฤดูกาล 1972/73) และเอฟเอคัพ อีกครั้งใน พ.ศ. 2517 (ฤดูกาล 1973/74) หลังจากนั้น บิลล์ แชงก์คลี ขอวางมือจากสโมสร โดยให้ผู้ช่วยของเขาสืบทอดตำแหน่ง ผู้จัดการทีมแทน นั่นคือ บ็อบ เพสส์ลี


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *